มัณฑนากร
มัณฑนากร

มัณฑนากร อาชีพที่เป็นมากกว่านักออกแบบตกแต่งภายใน เมื่อต้องการปลูกสร้างบ้าน สร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เชื่อว่าทุกคนก็จะนึกถึงช่างเขียนแบบหรือสถาปนิก หากเป็นงานก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัย อาจจะต้องมีวิศวกรรมก่อสร้างเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ส่วนคำว่า มัณฑนากร หรือออกแบบอินทีเรียร์ หลายคนอาจไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับงานตกแต่งภายในด้านใดบ้าง และมัณฑนากรกับสถาปนิกแตกต่างกันอย่างไร เรามาหาคำตอบจากบทความนี้ได้เลย

อาชีพ มัณฑนากร และลักษณะของงาน

            มัณฑนากร คือ การออกแบบตกแต่งภายในอาคารหรือพื้นที่ต่าง ๆ เป็นการออกแบบตกแต่งเพื่อให้มีความสวยงาม เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ หรือตกแต่งตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย มัณฑนากร อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  ออกแบบอินทีเรียร์ ซึ่งหมายถึง การออกแบบตกแต่งภายในเช่นเดียวกัน ส่วนลักษณะของงานของ มัณฑนากร ได้แก่

  • ออกแบบตกแต่งพื้นที่ภายในอาคาร สถานประกอบการ บ้านพักหรือที่อยู่อาศัย พื้นที่จัดแสดงสินค้าและนิทรรศการต่าง ๆ
  • ออกแบบการจัดวางสินค้าภายในตู้แสดงสินค้าของห้างสรรพสินค้า หรือจัดมุมแสดงสินค้าในช่วงเทศกาลสำคัญต่าง ๆ เช่น ตรุษจีน ช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือวันวาเลนไทม์ ในห้างสรรพสินค้าหรือสถานประกอบการต่าง ๆ
  • ออกแบบตกแต่งภายในที่นอกเหนือไปจากอาคาร สถานที่ หรือภายในบ้านพัก เช่น ออกแบบตกแต่งภายในยานยนต์ อาทิเช่น รถยนต์ เรือ หรือเครื่องบิน
  • ออกแบบผลิตภัณฑ์ตกแต่งภายใน โดยการนำความรู้และความคิดในด้านศิลปะ การออกแบบ การผลิตและการตลาดมาผสมผสานเข้าด้วยกัน

ความแตกต่างระหว่างมัณฑนากร และสถาปนิก

            โดยทั่วไป สถาปนิกและมัณฑนากรจะทำงานร่วมกัน สถาปนิกจะมีหน้าที่ในการออกแบบการก่อสร้างทั้งภายนอกและภายในตัวอาคาร การออกแบบจะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมรวมทั้งรูปแบบของอาคาร ให้มีความสอดคล้องเหมาะสมและเน้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนมัณฑนากร หรืองานออกแบบอินทีเรียร์ มีหน้าที่ในการออกแบบตกแต่งภายใน เช่น ออกแบบตกแต่งภายในตัวอาคาร หรือสถานประกอบการต่าง ๆ ต่อจาก สถาปนิก

3 เทคนิค ปฏิวัติบ้านใหม่ให้ผ่อนคลาย

3 เทคนิค ปฏิวัติบ้านใหม่ให้ผ่อนคลาย ด้วยสภาพอากาศของประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อนเกือบตลอดปี การมีบ้านอยู่สบายที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอันเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คนส่วนใหญ่ปรารถนา แต่ด้วยปัจจัยในหลาย ๆ ด้านที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยอย่างผ่อนคลาย จึงทำให้การสร้างบรรยากาศอยู่สบายให้พื้นที่ในบ้านน่าอยู่เป็นส่วนสำคัญที่ควรมีการจัดสรรอย่างเหมาะสม ทั้งการออกแบบบ้านให้ลงตัวกับทิศทางภูมิอากาศ การเลือกวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัย ตลอดจนถึงการตกแต่งพื้นที่รอบบ้านให้มีบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิต ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สามารถเปลี่ยนภาวะไม่น่าอยู่ให้กลายเป็นบ้านอยู่สบายในทุกช่วงเวลา บทความนี้ forfur จึงรวบรวมเทคนิคการปฏิวัติบ้านใหม่ให้ผ่อนคลายและน่าอยู่มาแนะนำกันค่ะ

3 เทคนิค ปฏิวัติบ้านใหม่ให้ผ่อนคลาย

 

ป้องกันความร้อนเข้าสู่พื้นที่ในบ้าน

  • หลังคา เป็นองค์ประกอบหลักของบ้านที่ต้องเผชิญกับแสงแดดและความร้อนโดยตรงตลอดวัน เนื่องจากหลังคาเป็นส่วนบนสุดที่อยู่ใกล้ความร้อนจากดวงอาทิตย์มากกว่าส่วนอื่น ๆ อีกทั้งยังมีขนาดพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ จึงทำให้สามารถรับความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่นำมาสู่ปัญหาบ้านร้อนไม่น่าอยู่ วิธีที่สามารถช่วยเปลี่ยนบ้านร้อนให้เย็นสบายจึงควรให้ความสำคัญตั้งแต่การเลือกสรรหลังคาบ้านที่เหมาะสม โดยควรมีคุณสมบัติที่สามารถป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้ดี พร้อมสะท้อนความร้อนไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ในบ้านได้อย่างตรงจุด ก็จะช่วยทำให้บรรยากาศแห่งการอยู่อาศัยมีสภาวะอยู่สบายที่พร้อมสำหรับการพักผ่อนตลอดวัน โดยอาจผสมผสานเข้ากับการออกแบบหลังคาที่เหมาะสม ด้วยการทำหลังคาทรงสูง เพื่อช่วยให้ความร้อนในบ้านลอยขึ้นสู่พื้นที่ว่างบริเวณใต้หลังคา ก่อนระบายออกสู่พื้นที่นอกบ้าน เป็นต้น
  • ผนัง นอกจากหลังคาแล้ว ผนังบ้านก็เป็นส่วนหนึ่งที่นำมาซึ่งปัญหาบ้านร้อนไม่น่าอยู่ได้เช่นกัน เนื่องจากวัสดุที่ใช้ในการตกแต่งบ้านทั่วไปจะเกิดการสะสมความร้อนจากดวงอาทิตย์ไว้ที่ผนัง จึงส่งผลทำให้ความร้อนถ่ายเทเข้าสู่ตัวบ้านในระหว่างการอยู่อาศัย ดังนั้นจึงควรป้องกันความร้อนก่อนเข้าสู่พื้นที่ภายในบ้านด้วยการเลือกใช้วัสดุผนังที่มีคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งมาพร้อมคุณสมบัติที่สามารถป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้ดี โดยควรทาตกแต่งผนังด้านนอกด้วยโทนสีสว่างเพื่อไม่ให้ดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์มากจนเกินไป หรืออาจเลือกใช้สีทาผนังตกแต่งบ้านที่มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อนได้ดี ก็สามารถช่วยป้องกันความร้อนไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ภายในบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

การถ่ายเทอากาศที่ดี 

บ้านอยู่สบายควรมาพร้อมบรรยากาศที่เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัย เพื่อให้พื้นที่ภายในบ้านไม่เกิดการสะสมความร้อน และมีการถ่ายเทอากาศใหม่เข้าสู่พื้นที่ภายในบ้านแทนความร้อนเดิมอยู่เสมอ ซึ่งโดยส่วนมากจะมีการออกแบบบ้านให้มาพร้อมหน้าต่าง เพื่อช่วยในการระบายอากาศระหว่างวัน แต่เมื่อต้องมีการปิดประตูและหน้าต่างในขณะที่ไม่มีคนอยู่อาศัย ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศภายในบ้านอบอ้าว เพราะไม่มีการถ่ายเทอากาศใหม่ และไม่เกิดการระบายความร้อนที่มีอยู่ในบ้านออกไปในระหว่างวัน ดังนั้นจึงควรมีการออกแบบบ้านให้สามารถระบายอากาศได้ดีมากกว่ามีเพียงแค่หน้าต่างในแบบเดิม โดยอาจออกแบบช่องระบายอากาศเพื่อใช้ในการดึงอากาศใหม่เข้าสู่พื้นที่ภายในบ้าน พร้อมติดตั้งเครื่องดูดอากาศบริเวณด้านบนของบ้านเพื่อช่วยในการถ่ายเทความร้อนให้ออกสู่ด้านนอกได้อย่างรวดเร็ว ก็ะช่วยทำให้บรรยากาศภายในบ้านเย็นสบายและไม่ร้อนอบอ้าว แม้จะมีการปิดบ้านไว้ตลอดวัน

 

สร้างพื้นที่สีเขียวรอบบ้าน

มากกว่าการเพิ่มชีวิตชีวาให้พื้นที่รอบบ้านรื่นรมย์ ด้วยการสร้างพื้นที่สีเขียวจัดสวนปลูกต้นไม้แล้ว การจัดสวนยังเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยทำให้พื้นที่รอบบ้านมีบรรยากาศเย็นสบายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากต้นไม้ธรรมชาติเหล่านี้จะคอยดูดซับความร้อนภายนอกไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ด้านในของบ้านโดยตรง ซึ่งจะเป็นเหมือนเกราะกำบังที่คอยป้องกันความร้อนเข้าสู่พื้นที่ในบ้านไว้อีกชั้นหนึ่ง โดยสามารถเลือกออกแบบสวนได้หลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น
  • ปลูกต้นไม้ใหญ่ สำหรับบ้านที่พอมีพื้นที่ว่างสำหรับจัดสวนปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ ก็จะช่วยทำให้พื้นที่รอบบ้านมีร่มเงาไว้สำหรับกันความร้อนให้ตัวบ้าน ซึ่งจะช่วยทำให้บ้านมีบรรยากาศร่มรื่น เย็นสบาย และไม่ร้อนในระหว่างการอยู่อาศัย
  • จัดสวนแนวตั้ง สำหรับบ้านที่มีพื้นที่ใช้สอยไม่มากนัก แนะนำให้เลือกใช้วิธีการจัดสวนแนวตั้งแทนการปลูกต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ หรืออาจทำแนวกำแพงต้นไม้รอบบ้านให้ดูร่มรื่นก็ได้เช่นกัน ซึ่งนอกจากวิธีนี้จะช่วยทำให้พื้นที่รอบบ้านรื่นรมย์และดูสดชื่นมากขึ้น ยังสามารถช่วยป้องกันตัวบ้านจากความร้อนได้เป็นอย่างดี
  • ปลูกไม้พุ่มและพืชคลุมดิน ไม่เพียงการปลูกต้นไม้ใหญ่ที่จะช่วยสร้างร่มเงาให้มุมบ้านร่มรื่น แต่การจัดสวนด้วยไม้พุ่มและพืชคลุมดินยังมีส่วนช่วยสร้างบรรยากาศรอบบ้านให้รื่นรมย์และเย็นสบายมากยิ่งขึ้น เพราะพรรณไม้เหล่านี้จะคอยทำหน้าที่ปกคลุมดินให้เย็นอยู่เสมอ ทำให้ความร้อนจากดินไม่ถูกส่งต่อเข้าสู่พื้นที่ในบ้าน สถาปนิก
ขั้นตอนการทำงาน
ขั้นตอนการทำงาน

ขั้นตอนการทำงาน ประสานงานการยื่นแบบขออนุญาตปลูกสร้าง สถาปัตยกรรมหรือตึกรามบ้านช่อง อาคารต่าง ๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้

  1. พบลูกค้าเพื่อรับโจทย์และข้อกำหนดเป้าหมายการทำงานเพื่อออกแบบโครงสร้าง
  2. ประเมินราคาแบบและการก่อสร้างจากโจทย์และงบประมาณของลูกค้า พร้อมเสนอสัญญาว่าจ้างการออกแบบ
  3. หลังจากตกลงสัญญากันแล้ว ทำการร่างแบบเบื้องต้นด้วยคอมพิวเตอร์หรือร่างแบบด้วยมือ ส่งแบบร่าง (ครั้งที่ 1,2,3 ตามที่ระบุในสัญญา) เพื่อให้ลูกค้าพิจารณาเบื้องต้น
  4. เมื่อสรุปแบบเรียบร้อยแล้วจึงดำเนินการทำแบบยื่นขออนุญาตปลูกสร้างกับหน่วยงานราชการ พร้อมประสานงานกับวิศวกรเพื่อทำการออกแบบโครงสร้าง และจัดทำรายละเอียดคำนวณโครงสร้าง เพื่อใช้ประกอบแบบในการยื่นขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร
  5. จัดทำแบบก่อสร้างโดยประสานงานส่งแบบให้ช่างเขียนแบบ (Draft man) ซึ่งประกอบไปด้วย 1. แบบสถาปัตยกรรม 2.แบบโครงสร้าง  3. แบบงานระบบไฟฟ้า 4.แบบระบบประปาและสุขาภิบาล
  6. ส่งแบบให้ลูกค้าพิจารณา เพื่อตรวจเช็คก่อนจะส่งให้ผู้รับเหมาที่ลูกค้าเลือก (หากต้องการแก้ไข ให้ย้อนกลับไปดูในสัญญาว่า สามารถแก้ไขในขั้นตอนแบบก่อสร้างได้กี่ครั้ง) พร้อมตอบข้อซักถามของลูกค้าร่วมกับวิศวกรผู้ออกแบบโครงสร้างเพื่อเป็นไปตามความต้องการและความถูกต้องโดยสมบูรณ์แล้ว จึงส่งแบบให้ผู้รับเหมาเริ่มทำการก่อสร้าง
  7. หากในสัญญามีการระบุให้ว่าจ้างในการควบคุมงานก่อสร้างด้วย สถาปนิกและวิศวกรจะต้องลงพื้นที่หน้างาน(จำนวนครั้งที่ตรวจ ตามที่ระบุในสัญญา) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและเรียบร้อยของขั้นตอนงานก่อสร้างแต่ละขั้นตอนให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ เป็นไปตามที่ลูกค้าต้องการ
  8. หากมีข้อผิดพลาดในการก่อสร้าง สถาปนิกต้องทำการแจ้งลูกค้าเพื่อให้คำแนะนำ พร้อมทั้งหาวิธีแก้ไขปัญหาหน้างาน เพื่อให้งานเรียบร้อยสมบูรณ์
  9. เมื่ออาคารเสร็จสมบูรณ์ พร้อมทั้งทดสอบงานระบบต่างๆเรียบร้อย ก็ถึงขั้นตอนส่งมอบงานให้ลูกค้า สถาปนิก
การออกแบบ
การออกแบบ

การออกแบบ ถือเป็นจุดริ่มต้น และเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างบ้าน เพราะแบบบ้นจะเป็นสิ่งที่ระบุถึงรูปร่างหนำตา และ

ขนาด ของบ้าน โครงสร้างตั้งแต่การลงเสาเข็มวมทั้งกรวางเสา และคาน ตลอดจนถึงการกำหนดข้อมูลจำเพาะต่างๆ

(specification) และ วัสดุที่จะนำมาใช้ การสร้างบ้านจะต้องยึดถือข้อกำหนด และรายละเอียดต่างๆ ที่ปรากฏในแบบเป็นพื้นฐาน

ถ้าการออกแบบไม่ดีหรือการ ให้ข้อกำหนด ในแบบผิดพลาด บ้านที่ออกมาก็จะผิดพลาดตามแบบไปด้วย เช่น การกำหนดเหล็ก

เส้นผิดขนาด การกำหนดเสาเข็มผิด ขนาด การกแบบเสา และคานที่ไม่ส้มพันธ์กับ การรับน้ำหนัก เป็นต้น ข้อผิดพลาดเหล่า

นี้อาจก่อให้กิดความเสียหายต่อตัวบ้านได้ ทั้งในต้านของรูปแบบ โครงสร้าง และความแข็งแรง อีกทั้งการแก้ไขในภายหลั่งก็

อาจกระทำได้ลำบาก จึงควรมีการศึกษาแบบบ้านให้รอบ คอบก่อน การสร้างบ้าน หรืออย่างน้อยก็ควรจะใช้ แบบบ้านของผู้

ออกแบบ ที่ผลงานมีมาตรฐาน และได้รับความเชื่อถือใน การสร้างบ้านมาก่อน

การเลือกใช้วัสดุ

วัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้นนับว่ามีความสำคัญต่อตัวบ้านควบคู่กันกับการออกแขบบ้นเลยทีเดียว เพราะในแบบบ้านแต่ละ ฉบับจะ

มี การระบุถึงวัสดุที่เกี่ยวข้องเกือบทั้งหมดอยู่แล้ว ยกเว้นเพียงวัสดุ ในแง่ของคว วามสวยงามบางอย่างเท่านั้นซึ่ง อาจละไว้ให้เจ้า

ของบ้าน ระบุพิ่มเติมเองในภายหลัง วัสดุที่ใช้จะมีผลต่อคุณภาพของบำนโดยตรง ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพย่อมส่งผล

ให้บ้าน นั้นมีความ มั่นคงแข็งแรง และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ไม่ต้องซ่อม แซมกับบ่อยๆ ในภายหลั่ง โดยเฉพาะวัสดุที่ต้อง

ติดตรึงเข้ากับตัวอาคาร หรือเป็นส่วนหนึ่งของตัวอาคาร หรือสามารถเปลี่ยนแปลงแก่ไขได้ยากในภายหลัง ควรจะมีการศึกษา

และพิจารณากันเป็นพิศษ ตัวอย่างเช่น การเลือกชนิดของท่อน้ำประป ทอร้อยสายไฟ บ้านพับประตู ลูกบิดประตู วัสดุทำ

หลังคา และฝ้าเพดาน เป็นต้น สิ่งหล่านี้ถ้าเจ้าของบ้านมีโอกาสด้ศึกษาหาข้อมูล และมีโอกาสได้เลือกหรือมีส่วนร่วมในการ

กำหนดก็จะเป็นประโยชน์มาก เพราะจะช่วยให้บ้านที่ ปลูกนั้นให้ประโยชน์ใช้สอยได้เต็มที่ตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย อีก

ทั้งมีอายุการใช้งานที่ยาวนานด้วย สถาปนิก

ต้นไม้เติบโตด้วยปุ๋ยจากเศษอาหาร

ต้นไม้เติบโตด้วยปุ๋ยจากเศษอาหาร ปริมาณอาหารที่เสียไปทุกวันไม่ใช่น้อย ๆ และเป็นสาเหตุของความสกปรกเน่าเสียไม่ดีดังนั้นควรหมักปุ๋ยชีวภาพเพื่อทำปุ๋ยชีวภาพ และนำน้ำไปรดต้นไม้หรือใช้เป็นปุ๋ยพืชบ้านไม่ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ย แต่ยังสามารถช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าไม่อยากเสียเวลาในการหมัก. หรือไม่มีความรู้ในการทำปุ๋ยหมักเพียงแค่แยกเศษอาหารเหล่านี้ออกจากขยะอื่น ๆ และเมื่อนำไปกำจัดในหลุมฝังกลบก็จะกลายเป็นปุ๋ยที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติอีกทางหนึ่ง

ใช้หลอดไฟ LED

ระบบไฟ LED ในปัจจุบันได้รับความนิยมในการใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ ลักษณะเฉพาะคือเมื่อเทียบกับหลอดไฟแบบเดิมสามารถประหยัดพลังงานได้ 80% มีอายุการใช้งานมากกว่า 50% และเปล่งแสงสีขาวนวล ทำให้บ้านของคุณดูอบอุ่นและน่าอยู่นอกจากนี้ยังเป็นหลอดไฟอุณหภูมิต่ำ มันจะไม่ส่งผลต่อความร้อนของบ้าน

ใช้น้ำอย่างชาญฉลาด

พยายามเอาน้ำที่เหลือออกไปในน้ำล้างจานสุดท้าย น้ำที่เหลืออยู่ในอ่างหรือน้ำจากขั้นตอนการซักครั้งล่าสุดสามารถนำมาใช้เพื่อประหยัดน้ำได้โดยใช้กังหันน้ำต้นไม้หรือขัดถูบริเวณท้องถิ่น นี่เป็นหนึ่งในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติที่ดีมาก

มีเพียง 3 วิธีเท่านั้นและไม่ต้องยุ่งยากก็สามารถช่วยให้บ้านของคุณได้ตอบแทนสิ่งดีๆมีพลังงานให้กับสิ่งแวดล้อมและทำให้เรามีอากาศที่บริสุทธิ์ที่สุดจำเป็นต้องใช้ไปอีกนานซึ่งก็คือ ยังเป็นการปลูกจิตสำนึกที่ดี สถาปนิก

สถาปนิกจะมีผู้ที่ให้ปรึกษา
สถาปนิกจะมีผู้ที่ให้ปรึกษา

สถาปนิกจะมีผู้ที่ให้ปรึกษา คำแนะนำในเรื่องเทคนิคระดับซับซ้อน ซึ่งก็คือ วิศวกร ซึ่งจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละแขนงเกี่ยวกับการก่อสร้าง โดยทั่วไปสำหรับโครงการขนาดกลาง วิศวกรเหล่านี้จะประกอบด้วย วิศวกรโครงสร้าง (Structural Engineer), วิศวกรโยธา (Civil Engineer), วิศวกรไฟฟ้า (Electrical Engineer), วิศวกรประปา (Plumbing Engineer) และ วิศวกรเครื่องกล (Mechanical Engineer) นอกจากนี้อาจจะมีที่ปรึกษาอื่นๆ เช่น มัณฑนากร (Interior Designer) และ ภูมิสถาปนิก (Landscape Architect) เป็นต้น โดยนักวิชาชีพทั้งหมดนี้จะทำงานร่วมกันเป็นทีม ผ่านการประสานงานของสถาปนิก ซึ่งเป็นผู้นำของทีม สถาปนิก

สถาปนิก(Architect)
สถาปนิก(Architect)

สถาปนิก(Architect) บุคคลผู้เกี่ยวข้องในการออกแบบ และ วางแผน ในการก่อสร้าง หรือที่เรียกว่างานสถาปัตยกรรม จะเป็นผู้ที่เข้าใจในมาตรฐาน งานก่อสร้างเป็นงานที่มีความละเอียดซับซ้อนต้องอาศัยความร่วมมือ จากบุคคลหลายฝ่าย สถาปนิกและวิศวกรเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในฐานะเป็น ที่ปรึกษา ผู้ออกแบบหรือผู้ควบคุมงานในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นเนื่องจาก งานก่อสร้าง จะมีประเด็นที่ต้องพิจารณาความรับผิดชอบของบุคคลทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้องรวมทั้งสถาปนิกและวิศวกรด้วย ซึ่งในบางกรณีสถาปนิกและวิศวกร ต้องรับผิดชอบร่วมกับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับงานสร้าง หรือในกรณีก็อาจต้องรับ ผิดชอบตามลำพัง ความรับผิดชอบของสถาปนิกและวิศวกรจะเกิดขึ้นทั้งใน แง่ความรับผิดชอบทางกฎหมายกล่าวคือ ความรับผิดทางแพ่งทางอาญา และ ความรับผิดทางวินัยเกี่ยวกับจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพ วิทยานิพนธ์ ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ทำการศึกษาเฉพาะขอบเขตของความรับผิดทางแพ่งเนื่อง จากการประกอบวิชาชีพของสถาปนิกและวิศวกรในโครงการก่อสร้างทั้งใน ด้านความรับผิดทางสัญญาและทางละเมิดซึ่งเป็นการศึกษาถึงความรับผิดทาง สัญญาและละเมิดเกิดจากการบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ตามวิชาชีพของสถาปนิก และวิศวกรในโครงการก่อสร้าง กล่าวคือ ในโครงการก่อสร้างสถาปนิกจะ เป็นผู้ที่นำความรู้ทางด้านศิลปะเกี่ยวกับการก่อสร้างและวิทยาการแขนงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อออกแบบสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า สถาปัตยกรรม มาใช้ในการออก แบบ วางแผนและจัดการควบคุมการก่อสร้าง ส่วน วิศวกรในวิทยานิพนธ์ ฉบับนี้หมายถึงวิศวกรโยธา เป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านงานออกแบบ และคำนวน รายละเอียดทางด้านการก่อสร้างและการคำนวนฐานราก รวมทั้งการ วางแผนผังหรือการวางแผนการก่อสร้าง จากการศึกษาพบว่า ลักษณะงาน ของสถาปนิกและวิศวกรมีลักษณะคล้ายคลึงกันที่สำคัญได้แก่ งานให้คำปรึกษา งานคำนวนออกแบบและงานควบคุมซึ่งอาจแบ่งผู้ที่ได้รับความเสียหายออกได้ เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสัญญากับกลุ่มบุคคลที่ไม่มี ความสัมพันธ์ทางสัญญา ฉะนั้น ความรับผิดทางแพ่งของสถาปนิกและวิศวกรที่ มีต่อผู้เสียหาย อาจเป็นความรับผิดทางสัญญาหรือทางละเมิดก็ได้ ทั้งนี้ย่อมขึ้น อยู่กับนิติสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างสถาปนิกและวิศวกรกับผู้เสียหาย โดยเหตุที่สถาปนิกและวิศวกรอยู่ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ จากการศึก ษาพบว่าการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งของสถาปนิกและวิศวกร จะนำเอา หลักเกณฑ์เกี่ยวกับมาตรฐานความระมัดระวังที่ใช้พิจารณาความรับผิดของ บุคคลธรรมดามาใช้ย่อมไม่เหมาะสม จากการศึกษาได้ขอสรุปว่า สถาปนิกและ วิศวกรต้องใช้ความระมัดระวังเยี่ยงผู้มีวิชาชีพที่มีความชำนาญตามวิชาชีพ ของตนที่อยู่ในสถานะหรือตำแหน่งเดียวกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะหน้าที่ของงาน ให้บริการแต่ละประเภทด้วย กล่าวคือ งานที่ปรึกษา เป็นงานที่ต้องการบุคคล ผู้มีความรู้ความสามารถเป็นอย่างดีและมักเป็นผู้ชำนาญงานเป็นพิเศษเฉพาะ ด้านในแต่ละสาขาของงาน ระดับของความรู้ความสามารถปละความชำนาญจึง สูงกว่าสถาปนิกและวิศวกรทั่วไป ต้องสามารถชี้แจงและเตือนให้ลูกค้าทราบถึง ปัญหาและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้และต้องปฏิบัติตามหน้าที่อันพึงปฏิบัติ งานคำ นวนออกแบบผู้ออกแบบต้องคำนึงถึงข้อมูลที่ได้จากการตรวจสองโครงการใน เบื้องต้น ราคาค่าก่อสร้างบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างเพื่อ ให้แบบที่ออกมามีความเหาะสมต่อการนำไปใช้ประโยชน์ได้ ตามความมุ่ง หมายของผู้เป็นเจ้าของโครงการหากงานควบคุม จะต้องตรวจสอบดูแลการทำ งานของผู้รับเหมา เยี่ยมเยียนดูแลสถานที่ก่อสร้างเป็นระยะ ๆ ไม่จำเป็น ต้องไปควบคุมดูแลงานอยู่ตลอดเวลาเพียงแต่เอาใจใส่ควบคุมดูแลเมื่อมี การก่อสร้างงานในส่วนที่สำคัญ หากสถาปนิกและวิศวกรผู้ควบคุม ฉะนั้น การ แก้ไขปัญหาจึงควรมีการกำหนดมาตรฐานความระมัดระวังของสถาปนิกและ วิศวกร โดยกำหนดมาตรการอันพึงปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนตามลักษณะของงาน แต่ละประเภทนั้นให้ชัดเจน ซึ่งจะเป็นประโยชน์เมื่อเกิดคดีขึ้น อาจใช้มาตร ฐานความระมัดระวังเหล่านี้เป็นแนวทางสำหรับการวินิจฉัยความรับผิดชอบ ของสถาปนิกและวิศวกรได้ ในทางปฏิบัติ โจทก์หรือผู้เสียหายต้องประสบกับปัญหาในการพิสูจน์ถึง ความประมาทเลินเล่อของสถาปนิกและวิศวกรซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการละเมิดขึ้น ทั้งนี้ เพราะหลักการในการนำสืบความระมัดระวังของสถาปนิกและวิศวกร จะต้องเทียบกับความระมัดระวังของบุคคลที่ประกอบวิชาชีพนั้น ๆ เป็นการ เฉพาะ โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาย่อมไม่สามารถรู้ได้จากการศึกษา ได้ข้อ สรุปว่าจะบัญญัติหลักผลักภาระการพิสูจน์ทำนองเดียวกับหลัก Res Ipsa Loquitur ของคอมมอนลอว์มาใช้ในคดีละเมิดทางวิชาชีพ ของสถาปนิกและ วิศวกรในโครงการก่อสร้างไม่ได้เพราะหลัก Res Ipsa Loquitur นั้นจะ นำมาใช้กับกรณีของเหตุการณ์หรือพฤติการณ์ที่โจทก์สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า จำเลยเป็นผู้ควบคุมนการดำเนินงานนั้นตามลำพังและเป็นเหตุทำให้เกิดความ เสียหายขั้น โดยไม่มีส่วนการกระทำของโจทก์และบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยว ข้อง แต่ในกรณีของการทำงานของสถาปนิกและวิศวกรในงานก่อสร้างจะ ต้องมีการทำงานของบุคคลร่วมกันหลายฝ่าย อาทิเช่น สถาปนิก วิศวกร ผู้รับ เหมา ผู้จัดการโครงการเป็นต้น การจะบัญญัติกฎหมายเพื่อผลักภาระการ พิสูจน์ไปยังสถาปนิกและวิศวกรโดยตรงจึงไม่เหมาะสม เพราะในกรณีที่มีคน หลายคนเข้ามาควบคุมร่วมกับจำเลย โจทก์ย่อมพิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยเป็น เพียงหนึ่งในหลาย ๆ คนที่เกี่ยวข้องนั้นและจะพิสูจน์ว่าความประมาทของจำ เลยเป็นส่วนหนึ่งของความประมาทที่ก่อให้เกิดความเสียหายก็ไม่ได้ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงควรบัญญัติกฎหมายเพิ่มเติมข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรการเพื่อ ความปลอดภัยในการปฏิบัติของงานสถาปนิกและวิศวกรในงานทุกประเภทและ ทุกลักษณะซึ่งในปัจจุบันนี้มีกำหนดไว้เพียงบางลักษณะเท่านั้น ข้อกำหนดดัง กล่าวนี้จะมีลักษณะเป็นกฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ ตาม มาตรา 422 ซึ่งจะมีผลให้สถาปนิกหรือวิศวกร ผู้ฝ่าฝืนข้อกำหนดดังกล่าว ต้องถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้ผิด อนึ่ง สัญญาว่าจ้างสถาปนิกและวิศวกรมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ จึง ต้องนำเอาบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องสัญญาว่าจ้างทำของมาใช้บังคับ โดยอนุโลม แต่เนื่องจากงานบริการให้คำปรึกษาและออกแบบเป็นงานที่ไม่มี รูปร่าง จากการศึกษาได้ข้อสรุปว่า ผลงานของงานให้คำปรึกษาและงานออก แบบ ในเบื้องต้นจะเป็นเพียงข้อมูลจากการที่ได้ทำการศึกษาและวิจัย หรือเป็น เพียงความคิดสร้างสรรค์ที่ปรากฎเป็นแผนผังตัวเลขและรายละเอียดในแบบก่อ สร้างเพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างเท่านั้น ผลงานดังกล่าวจะบกพร่องหรือไม่ โดยสภาพไม่อาจปรากฎให้เห็นได้ จะต้องมีการนำเอาข้อมูลต่าง ๆ หรือ แบบก่อสร้างเหล่านี้ไปก่อสร้างต่อไปอีก จึงจะสามารถทราบได้ว่าสิ่งเหล่านี้มี ความบกพร่อง หรือไม่ ซี่งกว่าจะนำเอาผลงานดังกล่าวมาใช้ให้เป็นประ โยชน์ในการก่อสร้างมักจะเกินกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่สถาปนิกและ วิศวกรส่งมอบผลงาน จึงไม่สามารถนำเอามาตรา 600,601 มาปรับใช้ได้ การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยบทบัญญัติอายุความทั่วไป ตามมาตรา ๑๖๔ ซึ่งมี อายุความ 10 ปีนับแต่ขณะที่ผู้ว่าจ้างอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ซึ่งได้แก่วันที่ ปรากฎความเสียหายของงานก่อสร้าง เพราะกรณีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการที่ ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่ง มูลหนี้ส่วนอายุความการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้ว่าจ้างในทางละเมิดตาม มาตรา 448 ซึ่งมีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด นั้น เป็นผลทำให้สถาปนิกและวิศวกรต้องคอยพะวงว่า เมื่อใดผลงานของตน จึงจะถูกนำไปใช้ก่อสร้าง และเมื่อใดสิ่งก่อสร้างนั้นจะปรากฎความเสียหายขึ้น ซึ่งจะเป็นวันที่อายุความเริ่มนัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่วามเสียหาย ของสิ่งก่อสร้างมิได้ปรากฎออกมาให้เห็นชัดเจนในทันที แต่ค่อย ๆ สึกกร่อน แตกเป็นรอยร้าวทีละเล็กทีละน้อย นัยแต่วันก่อสร้างเสร็จจนกระทั่งสิ่งก่อ สร้างพังทลายหรือเกิดความเสียหายนั้น จากการศึกษาได้ข้อสรุปว่า กรณีสิ่งก่อ สร้างชำรุดบกพร่องโดยมิได้ปรากฎออกมาให้เห็นชัดในทันทีแต่ค่อย ๆ สึก กร่อนแตกเป็นรอยร้าวทีละเล็กทีละน้อย จะถือว่าสิ่งก่อสร้างเสียหายได้ก็ต่อ เมื่อรอยร้าวดังกล่าวทำให้สิ่งก่อสร้างเกิดความชำรุด จนเป็นการเสื่อมเสีย หรือเสื่อมประโยชน์ตามสภาพของสิ่งก่อสร้างนั้น ๆ สำหรับการกำหนดค่าเสีย หายนั้นจากการศึกษาได้ข้อสรุปว่า การกำหนดค่าเสียหายทางสัญญา มีจุดมุ่ง หมายเพื่อให้เจ้าหนี้ได้กลับคืนสู่ฐานะเดิมหรือมีประโยชน์เหมือนกับว่าได้มี การชำระหนี้กันสมบูรณ์แล้ว จึงเรียกค่าเสียหาย ได้ทั้งขาดทุนและกำไร แต่ ต้องมีขนาดเท่ากันหรือใกล้เคียงกับจำนวนที่เขาต้องสูญเสียหรือขาดไป ฉะนั้น ความเสียหายที่โจทก์จะได้รับต้องเป็นความเสียหายตามปกติที่เกิดขึ้นจากการ ไม่ชำระหนี้และความเสียหายอันเกิดจากพฤติการณ์พิเศษหากจำเลยควรจำได้ คาดเห็นหรืออยู่ในความคาดเห็นของจำเลยว่าจำมีขึ้นอันเป็นผลมาจากการผิด สัญญาก่อนที่จะมีการไม่ชำระส่วนการกำหนดค่าเสียหายในทางละเมิด มาตรา 438 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้วางหลักให้อยู่ในดุลยพินิจของ ศาสที่จะวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ไม่จำกัด เฉพาะความเสียหายตามปกติที่ ควรคาดเห็นได้เท่านั้น จำเลยต้องรับผิดแม้เป็น ความเสียหายที่ไม่อาจคาดเห็นได้ ซึ่งมีผลเกิดจากการกระทำละเมิดของตน โดยตรงและไม่ไกลกว่าเหตุ สำหรับการกำหนดวันที่เป็นฐานของการประเมิน ค่าเสียหายต้องคำนึงถึงสภาวะทางเศรษฐกิจที่ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามวัน เวลา การประเมินราคาเพื่อกำหนดค่าเสียหาย ณ วันใดวันหนึ่งระหว่างวันที่ ปรากฎความเสียหายของสิ่งก่อสร้างกับวันที่ศาลพิพากษาให้ชดใช้นั้นอาจทำให้ โจทก์ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทางแก้ปัญหาจึงควรถือเอาวันแรกที่ปรากฎข้อ เท็จจริงว่าโจทก์พร้อมที่จะทำการซ่อมแซมได้เป็นวัน คำนวณราคาทรัพย์ กรณี ที่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฎว่าจะเริ่มซ่อมแซมได้ในวันใดก็ถือว่าวันที่โจทก์ฟ้องคดี เป็นวันประเมินราคา โดยเหตุผลในทางการพาณิชย์ซึ่งผู้เสียหายมักเลื่อนการ ซ่อมแซมออกจนกว่าจะปรากฎผลทางคดีฉะนั้น วันที่โจทก์ฟ้องคดีจึงถือได้ว่าเป็น วันที่ล่าสุดที่โจทก์พร้อมจะลงมือซ่อมแซมความเสียหายได้ และฝ่ายโจทก์ก็จะ ได้ไม่ผิดหน้าที่ที่ต้องบรรเทาความเสียที่จะเกิดกับตนด้วย สถาปนิก

Home design
Home design

Home design architect How much is the salary? Architectural design fundamentals Design the house according to the questions received from the owner of the house. Individuals who have a professional license like a doctor, lawyer, teacher and engineer are both freelance architects and architects. Their main job is to design houses according to the problems given by the landlord, combined with architectural design basics.

Taking into account the function of use along with the beauty In addition, it is also necessary to contact and coordinate with various departments, including engineers, decorators, draftsmen, construction drawings and BOQ documents for the bidding and selection of contractors. And may include completing a construction permit

And if you ask how much the salary is an architect? Senior and professional architects working all say in one voice that Must look at work experience like any other position. Because this work is the nature of art, thinking, imagination, structure And various forms of building architecture Related to life and environment Architect is another profession that requires a very high responsibility and requires considerable work experience.

Architect

Architects generally design houses in two aspects: structural architect and interior architect. Interior architect is a type of design and construction planning. It is not so easy that anyone who has completed an architect will be able to do it.

The results can be sold out. If there is no artistic head And think outside the box Working as an architect is a difficult task. Of course, design architects have to be paired with some drafting, some companies have to do both in one person to finish that project.

Some architects specialize on one or the other. Some people are good at designing only, do not like drawing. But if the design of the work is still unable to meet the needs of the customer, you have to continue to gain experience. Some people have to go to the drawing work first. Because of the line work Draw saw the work that was developed from the design

But it requires most of the experience with writing, and fresh graduates can do it for almost anyone. Therefore, the profession of an architect, the salary varies according to the portfolio. Responsibility

Salary for architect, house design, building

– Most new graduates start 15,000+ (new graduates begin to work actually, the assessor will know which area the assessors are better off. If the results come into the eyes, there may be a salary adjustment according to that job organization structure.)

– Architect with 1 year experience 18,000-25,000

– 2-3 years experience 25,000-30,000 Has more responsibilities

– Experience 3 years or more 30,000-50,000 Responsible for projects, managers (when there is an interesting performance, if able to be in a large company Responsible for salary management 100,000 ++)

Architect qualifications Want to adjust salary

– Can design according to the company and customer needs

– Can write drawings

-Can write a presentation Knowledge of materials

-Design as needed, can write a presentation and present the work Check the work, go into the document area

– Design team leader (Can be designed as needed, can write a presentation and present the work Check the work, go into the document area)

– Design manager (Can be designed as needed, can write a presentation and present the work Check the work, go into the document area) สถาปนิก

จรรยาบรรณสถาปนิกที่คุณควรรู้
จรรยาบรรณสถาปนิกที่คุณควรรู้

จรรยาบรรณสถาปนิกที่คุณควรรู้ สถาปนิก เป็นวิชาชีพที่ถูกควบคุมประเภทหนึ่ง มีพระราชบัญญัติควบคุมเป็นของตนเอง มีคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม (ก.ส.) โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ดังนั้นจึงต้องมีจรรยาบรรณ มารยาทกำหนดไว้ (ซึ่งหากสถาปนิกใดไม่ทำตาม จะถูกพิจารณาโทษจากคณะกรรมการ) ซึ่งจากกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (2511) ได้ประกาศไว้ และอาจแปลเป็นภาษาง่าย ๆ ได้ดังนี้ :

1. ต้องทำงานโดยซื่อสัตย์ ไม่ทิ้งงานหากไม่มีเหตุอันควร และต้องตั้งใจทำงานของตนให้เป็นผลดีต่อ “สังคม”
2. ห้ามทำอะไรที่เสื่อมแก่ “เกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ”
3. ห้ามโฆษณาใด ๆ “ซึ่งการประกอบวิชาชีพสถาปนิก”
4. ห้ามใช้แบบที่ออกแบบให้คนอื่นแล้ว ยกเว้นแต่เจ้าของแบบเดิมอนุญาต
5. ไม่ตรวจเช็คงานสถาปนิกอื่น เว้นแต่ทำตามหน้าที่และสถาปนิกอื่นนั้นทราบก่อน
6. ไม่แย่งงานสถาปนิกอื่น (ไม่ทำงานที่สถาปนิกอื่นกำลังทำอยู่)
7. ไม่หางานโดยการลดหรือประกวดค่าแบบ
8. ไม่ใช้ตำแหน่งหรืออิทธิพล หรือให้คอมมิชชั่น เพื่อได้งานออกแบบ
9. ปกปิดความลับของแบบลูกค้าตน และไม่ลอกแบบผู้อื่น
10. ไม่ทำลายชื่อเสียงสถาปนิกอื่น
11. ห้ามกินค่าคอมมิชชั่น ซองขาว หรือค่าสเปค
12. ไม่รับเหมาก่อสร้าง

จาก จรรยาบรรณ-มารยาทข้างต้น ….สถาปนิกพึงต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ส่วนประชาชนท่านใดเจอสถาปนิกเกเร ก็สามารถแจ้งได้ที่คณะกรรมการ ก.ส. กระทรวงมหาดไทย…ไม่ต้องเกรงใจ ส่วนที่ว่าสถาปนิกนั้นแบ่งชั้นกันอย่างไร…ตามกฎหมายจะแบ่งชั้นสถาปนิกออก เป็น 3 ชั้นด้วยกัน คือ

1. ภาคีสถาปนิก (ลงท้ายชื่อ สถ..ภ.) ยังถือว่าเป็นสถาปนิกที่ยังมีประสบการณ์น้อยอยู่ สามารถออกแบบ (เซ็นชื่อขออนุญาต) อาคาร โรงงาน อุตสาหกรรม และห้องแถวได้โดยไม่จำกัด แต่หากเป็นอาคารสาธารณะ หรืออาคารทางวัฒนธรรม หรือบ้านและอาคารพักอาศัย จะออกแบบได้โตไม่เกินกว่า 1,000 ตารางเมตร แต่สำหรับงานอำนวยการก่อสร้าง (ควบคุมงาน) นั้น สามารถทำได้ทุกขนาดและทุกชนิด
2. สามัญสถาปนิก (ลงท้ายชื่อด้วย สถ…ส.) ถือว่าบารมีแก่กล้าพอแล้ว สามารถออกแบบและอำนวยการก่อสร้างได้ทุกชนิดทุกขนาด โดยไม่มีข้อจำกัด แต่ยังเป็นคณะกรรมการ ก.ส.ไม่ได้ (หากได้รับเชิญจากทางราชการ)
3. วุฒิสถาปนิก (ลงท้ายชื่อด้วย สถ….ว.) ถือว่ามีประสบการณ์สูงสุด ทำอะไรต่ออะไรได้ทุกอย่างเหมือนกับสามัญสถาปนิก และสามารถเป็นกรรมการ ก.ส. ได้ด้วย สถาปนิก

ทำความรู้จักกับสถาปนิก
ทำความรู้จักกับสถาปนิก

สถาปนิกเป็นนักวิชาชีพ แตกต่างจากโลกวิทยาศาสตร์แต่วิชาชีพสถาปัตยกรรม ได้รับอนุญาตขึ้นอยู่กับประเภทของโครงการที่กำลังพัฒนา บ้านสถาปนิกออกแบบอาคารสำนักงาน ตึกระฟ้า ภูมิประเทศเรือและแม้แต่เมืองทั้งเมือง บริการที่เสนอโดยสถาปนิกที่ได้รับอนุญาตขึ้นอยู่กับประเภทของโครงการที่กำลังพัฒนา

โครงการเชิงพาณิชย์ที่ซับซ้อนสามารถทำได้ด้วยทีมงานสถาปนิก สถาปนิกเจ้าของกรรมสิทธิ์เฉพาะคนโดยเฉพาะสถาปนิกเพิ่งเริ่มต้นด้วยตัวเองจะเชี่ยวชาญและทดลองกับโครงการที่อยู่อาศัยขนาดเล็ก ตัวอย่างเช่นก่อนที่ Shigeru Ban ได้รับรางวัล Pritzker Architecture Prize ในปี 2014 เขาใช้เวลา ในทศวรรษ 1990 ในการออกแบบบ้านสำหรับผู้อุปถัมภ์ชาวญี่ปุ่นที่ร่ำรวย ค่าธรรมเนียมทางสถาปัตยกรรมขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการและสำหรับบ้านที่กำหนดเองอาจอยู่ในช่วง 10% ถึง 12% ของต้นทุนการก่อสร้างทั้งหมด

การออกแบบพื้นที่

สถาปนิกจัดระเบียบพื้นที่ต่างๆ ตัวอย่างเช่นสถาปนิก มายาหลิน เป็นที่รู้จักสำหรับภูมิประเทศที่แกะสลักและ อนุสาวรีย์ทหารผ่านศึกเวียดนาม แต่เธอยังได้ออกแบบบ้าน ในทำนองเดียวกันสถาปนิกชาวญี่ปุ่น Sou Fujimoto ได้ออกแบบบ้านนอกเหนือจาก 2013 Serpentine Pavilion ในลอนดอน นอกจากนี้ยังได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่เช่นเมืองและละแวกใกล้เคียงทั้งหมดภายในเมือง

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แดเนียลเอชอัม สร้างแผนเมืองหลายแห่งรวมถึงเมืองชิคาโก ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 สถาปนิก Daniel Libeskind ได้ สร้างสิ่งที่เรียกว่า “แผนแม่บท” สำหรับการพัฒนาพื้นที่ World Trade Center ใหม่

ความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ

เช่นเดียวกับมืออาชีพส่วนใหญ่สถาปนิกยังรับหน้าที่อื่น ๆ และโครงการพิเศษ

สถาปนิกหลายคนสอนที่วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย สถาปนิกจัดระเบียบและดำเนินงานขององค์กรวิชาชีพเช่นสถาบันสถาปนิกอเมริกัน (AIA) และ Royal Institute of British Architects (RIBA) สถาปนิกยังได้เป็นผู้นำในการหยุดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนซึ่งกำลังมุ่งสู่เป้าหมายของอาคารใหม่การพัฒนาและการบูรณะที่สำคัญโดยไม่มีคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี 2573 ทั้ง AIA และผลงานของ Edward Mazria ผู้ก่อตั้ง Architecture 2030 ทำงานต่อเป้าหมายนี้ สถาปนิก