ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์

ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ “คุณเชื่อผมเถอะ ถ้า ลิเวอร์พูล ขาย โม ซาล่าห์ เมื่อไหร่ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ จะเข้ามาสวมรอยพื้นที่ตรงนั้นได้อย่างแนบสนิทแน่นอน”

นั่นเป็นคำที่ โจนาธาน วู้ดเกต กุนซือหนุ่มของ บอร์นมัธ ให้สัมภาษณ์ไว้หลังจากได้เห็นลีลาของ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ แบบเต็ม 2 ตาเป็นครั้งแรกในเกมแชมเปี้ยนชิพ

นับนิ้วจนถึงเวลานี้ (29 เมษายน 2021) สิงห์อีซ้ายที่ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ขอยืมตัวมาจาก ลิเวอร์พูล ลงสนามในฤดูกาลนี้ไปแล้ว 39 นัด ยิงได้ 6 และแอสซิสต์ไปถึง 11 กำลังกลายเป็นสตาร์ในลีกรองของอังกฤษเต็มตัว ทั้งที่อายุอานามเพิ่งจะ 18 ปีเท่านั้น

ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ หลงรักฟุตบอลมาตั้งแต่จำความได้ และเขาเริ่มต้นเล่นในทีมเยาวชนกับ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ก้วยตำแหน่งแบ็คซ้ายด้วยซ้ำ

“เขาตัวเล็กที่สุดในสนามแต่ได้เล่นแบบข้ามรุ่นมาโดยตลอด” สกอตต์ ชิคเกิ้ลเดย์ อดีตโค้ชเยาวชนรุ่นอายุต่ำกว่า 11 ปีของ คิวพีอาร์ เล่า “ตอนนั้นผมเพิ่งเข้ามาคุมทีม และพอเห็น ฮาร์วี่ย์ ผมก็บอกกับสตาฟฟ์ว่าทำไมไม่เอาเด็กคนนี้ไปเล่นกับทีมที่อายุเท่ากัน แต่สตาฟฟ์คนนั้นบอกผมว่าให้รอดูไปก่อน

“พอผมเห็นเขาได้เล่นกับลูกฟุตบอลเท่านั้นแหละ ผมถึงเข้าใจทันทีว่าทำไม, ฮาร์วี่ย์ เล่นฟุตบอลฉลาดและรู้ว่าจังหวะไหนควรส่งหรือควรเล่นเอง ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นเด็กที่ขยันเกินวัยอีกต่างหาก” 

“วันที่ผมทำงานวันแรก ผมไปถึงสนามซ้อมก่อนเวลา 35 นาที แต่ปรากฏว่า ฮาร์วี่ย์ มาถึงก่อนผมแล้ว ดังนั้นผมจึงซ้อมกับเขาแค่ 2 ต่อ 2 ก่อนที่ผมจะร้องว้าวเลย เด็กคนนี้มีดีกว่าเล่นแบ็คซ้าย และจากตรงนั้นผมก็ขยับเขาขึ้นไปเล่นปีกนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

สกอตต์ ทำงานกับ ฮาร์วี่ย์ อยู่ 2 ปี โดยมีหลายครั้งหลายหนที่เขาประทับใจในตัวของเด็กคนนี้และมั่นใจมากว่าจะโด่งดังได้อย่างแน่นอนในอนาคต

“ฮาร์วี่ย์ มีทุกอย่างที่นักเตะที่ดีควรมี ผมจำได้ว่ามีเกมนึงที่เราเจอกับ เชลซี และแม้ทีมจะโดนนำไปแล้วถึง 1-4 แต่ ฮาร์วี่ย์ ก็ยังวิ่งไล่บอลเพื่อหาทางยิงประตูอยู่ตลอดเวลา ขนากเข้าสู่ช่วงท้ายเกมเขายังมีความเชื่อว่าทีมจะคัมแบ็คได้” 

“เขาเป็นเด็กที่มาถึงสนามซ้อมคนแรกและกลับคนสุดท้าย ผมทำงานกับเขา 2 ปีแต่ไม่เคยมาถึงสนามซ้อมก่อนเขาเลย เขาจะซ้อมยิงลูกนิ่งกับฝึกวิ่งสปรินท์อยู่ตลอดเวลา เขาเป็นเด็กที่พิเศษมาก”

หลังจากเล่นได้อย่างโดดเด่นในทีมเยาวชนของ คิวพีอาร์ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ก็ได้ย้ายไปอยู่กับ ฟูแล่ม และได้เล่นให้ทีมชุดอายุต่ำกว่า 18 ตั้งแต่อายุแค่ 14 ก่อนจะพัฒนาแบบก้าวกระโดดไปเรื่อยๆ จนถูกเรียกติดทีมชุดใหญ่ครั้งแรกในเกมลีก คัพ ปี 2018 บนเกมที่ออกไปเยือน มิลล์วอลล์ ซึ่งนั่นส่งผลให้เขากลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ถูกส่งลงสนามในทีมชุดใหญ่ของ ฟูแล่ม ด้วยวัยเพียง 15 ปี กับอีก 174 วันเท่านั้น

นั่นยังไม่พอครับ เขาถูกเรียกติดทีมชุดใหญ่อีกครั้งตอนช่วงปลายฤดูกาล 2018-19 ก่อนจะได้สัมผัสเกมพรีเมียร์ลีกครั้งแรกในเกมพบกับ วูลฟ์แฮมป์ตัน ซึ่งส่งผลให้เขากลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีกไปในทันที ด้วยอายุแค่ 16 ปี กับอีก 30 วัน

หลังจบฤดูกาลดังกล่าว เอลเลียตต์ ได้รับความสนใจจากทีมดัง ๆ ทั่วยุโรปมากมายไม่ว่าจะเป็น เรอัล มาดริด, เปแอสเช รวมไปถึง ลิเวอร์พูล ก่อนสุดท้ายแล้วเจ้าตัวจะเลือกมายังแอนฟิลด์ เนื่องจากครอบครัวของเขามองว่าการทำงานภายใต้ เจอร์เก้น คล็อปป์ นั้นจะเป็นผลดีกับนักเตะในระยะยาวมากกว่า และที่สำคัญมากไปกว่านั้น ฮาร์วี่ย์ เป็นเดอะ ค็อป เต็มขั้นอีกด้วยครับ

“ผมมี สตีเว่น เจอร์ราร์ด เป็นไอดอล” เจ้าตัวให้สัมภาษณ์กับ LFC TV

“ตอนที่ผมอยู่ คิวพีอาร์ ผมเคยเป็นมาสคอตของทีมและได้สัมผัสกับ เจอร์ราร์ด แบบใกล้ชิดในเกมที่เจอกับ ลิเวอร์พูล ผมโชคดีมากที่ได้เจอกับฮีโร่ของตัวเอง ซึ่งนั่นคือแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยมของผมเลย”

หลังจากย้ายมา ลิเวอร์พูล ฮาร์วี่ย์ ได้โอกาสประเดิมสนามให้ทีมเกมแรกคือเกมที่เจอกับ มีลตัน คีย์น ดอนส์ ในถ้วยลีก คัพ พร้อมกับจารึกสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดของสโมสรที่ออกสตาร์ทตัวจริงบนวัยเพียง 16 ปี 174 วัน แถมยังได้เล่นพรีเมียร์ลีกให้หงส์แดงในนัดที่เอาชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ไป 2-0 ช่วงท้ายฤดูกาล ซึ่งเขาถูกส่งลงไปแทน โม ซาล่าห์ ในนาทีที่ 89 อีกด้วย

แต่ด้วยวัยที่ยังละอ่อน เจอร์เก้น คล็อปป์ จึงตัดสินใจปล่อยตัวให้ แบล็คเบิร์น ยืมไปใช้งานเพื่อสั่งสมประสบการณ์ในลีกรอง ซึ่งกุหลาบไฟมี โทนี่ โมว์เบรย์ เป็นกุนซือ และมี สจ๊วร์ต ดาวน์นิ่ง อดีตนักเตะ ลิเวอร์พูล ลงเล่นอยู่ด้วย

“ทันทีที่ได้ซ้อมกับ ฮาร์วี่ย์ ผมรู้ทันทีว่าเขาสามารถเล่นในพรีเมียร์​ลีกได้สบายๆ เลย” ดาวน์นิ่ง เล่าให้ Goal ฟัง

“เขาเข้าใจเกมสูง รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเลี้ยง เมื่อไหร่ควรส่ง ตอนที่ผมเจอกับ วู้ดเกต เขาบอกกับผมว่าเด็กคนนี้สามารถเล่นแทน โม ซาล่าห์ ได้เลย เขามีคุณภาพกว่าเด็กวันเดียวกันและแข็งแกร่งมากทั้งที่ตัวไม่ได้สูงใหญ่”

ขณะที่ โทนี่ โมวเบรย์ กุนซือกุหลาบไฟก็เป็นอีกคนที่ออกปากชม โดยเฉพาะเรื่องความเป็นมืออาชีพที่ขยันซ้อม แบบเดียวกับที่โค้ชเยาวชนของ คิวพีอาร์ เคยชม

“ทุกวันหลังการซ้อมจบ เขาจะอยู่ซ้อมต่อเสมอ และทุกครั้งที่เขาเห็นทีมสำรองเล่นไฟว์ อะ ไซด์ เขามักจะขอร่วมวงเล่นด้วยแทบทุกครั้ง เขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่สูงลิ่ว ผมถามเขาว่าเหนื่อยมั้ยไอ้หนู เขาส่ายหน้าแล้วก็หัวเราะ นั่นคือพลังงานที่น่าเหลือเชื่อมาก เขามีแววของความเป็นนักเตะในระดับที่สูงกว่านี้เยอะทีเดียว”

“ในเกมกับ ร็อตเธอร์แฮม เขาวิ่งถึง 12 กิโลเมตรได้มั้ง ผมคิดว่าเขาพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ และเขาจะกลับไปสอดแทรกในทีม ลิเวอร์พูล ได้อย่างแน่นอน” โมวเบรย์ พูดถึงลูกทีมสุดเลิฟด้วยความยกย่อง

ไม่ใช่แค่ โมวเบรย์ เท่านั้นที่นิยมชมชอบ เอลเลียตต์ แต่อดีตนักเตะของของกุหลาบ​ไฟอย่าง แอนดี้ รีด ยังเอ่ยปากชมผ่านการไลฟ์ในรายการ บีบีซี เรดิโอ ไฟว์ เมื่อปลายปีที่ผ่านมาอีกคน

“ผมตามดูเขามาตั้งแต่เล่นในทีมเยาวชนของ ลิเวอร์พูล แล้ว เขาแสดงให้เห็นคลาสที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งพอมาเล่นในแชมเปี้ยนชิพ เขายิ่งพัฒนามากขึ้น” 

“แม้จะมาแค่ในฐานะแข้งยืมตัว แต่เขาทุ่มเทมากพอ ๆ กับคนอื่นในสนาม เขาสงบ มีสมดุลทางร่างกายที่ดีเยี่ยมเกินวัย”

ขณะที่ เควิน กัลลาเกอร์ ตำนานอีกคนของทีมก็ช่วยสำทับว่า “เขาเล่นตัวรุกด้านขวาในระบบหน้า 3 ของ แบล็คเบิร์น มุมมองของผมนะ เขาสามารถทดแทนตำแหน่งของ ซาล่าห์ ได้อย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้”

“เวลาเขาเลี้ยงตัดเข้าไป หรือแม้แต่การจ่ายบอลจากริมเส้น เขาทำได้เนียนตาราวกับเล่นฟุตบอลในระดับนี้มานาน แถมยังวิ่งลงมาช่วยเกมรับอย่างไม่เกียจคร้านอีก แบล็คเบิร์น โชคดีมากที่ได้นักเตะแบบนี้มาร่วมทีม มันยากที่จะเชื่อว่าเขาอายุแค่ 17 เพราะเขาเต็มไปด้วยพรสวรรค์​และถือเป็นปรากฏการณ์คนนึง”

สุดท้ายคือ จาค็อบ ครู้ก นักเขียนจากสื่อแลงคาเชียร์ยังอดที่จะแปลกใจกับความสามารถของ ฮาร์วี่ย์ ไม่ได้เช่นเดียวกัน

“เขามีเทคนิคที่ดีและเป็นจุดเด่นที่ชัดเจน แต่รูปร่างของเขาคือสิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุด เด็กคนนี้ตัวไม่ใหญ่เลยแต่เขามีการเข้าปะทะที่แข็งแกร่ง แบล็คเบิร์น รู้ดีว่าพวกเขาได้นักเตะที่ดีมาร่วมทีม แต่เชื่อเถอะว่าพวกเขาก็ยังประหลาดใจอยู่ดีที่ ฮาร์วี่ย์ กลายเป็นตัวจริงของทีมได้ในเวลาอันรวดเร็ว”

ความสำคัญที่ ฮาร์วี่ย์ มีต่อกุหลาบไฟถูกยืนยันด้วยตัวเลขทางสถิติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายบอลสร้างโอกาสให้ทีมไปมากถึง 76 ครั้ง, เลี้ยงบอลสำเร็จ 36 ครั้ง, ครอสบอลยาวเข้าเป้า 19 ครั้ง มีเปอร์เซ็นต์จ่ายบอลสำเร็จสูงถึง 78% และยิงตรงกรอบถึง 13 ครั้ง ทำได้ 6 ประตู และแอสซิสต์ให้ทีมไปได้ถึง 11 ลูกเลยทีเดียว

ท่ามกลางข่าวลือถึงอนาคตที่ไม่แน่นอนของ โม ซาล่าห์ ผมว่า ลิเวอร์พูล ก็คงมองหาทางออกในตำแหน่งตรงนั่นไว้บ้างแล้วล่ะครับ ถึงแม้ว่าในทีมชุดใหญ่มีทั้ง โชต้า และ มินามิโนะ ที่พอจะสลับหมุนเวียนมาเล่นแทนได้ก็จริง แต่ดูเหมือนว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็มีแววว่าจะวางเด็กหนุ่มคนนี้เอาไว้ในระยะยาวเช่นเดียวกัน

จากเด็กที่เคยแอบมอง เจอร์ราร์ด อย่างปลื้มปริ่ม สู่การได้ย้ายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่เขาเชียร์มาตั้งแต่เด็ก และถูกหมายหัวเอาไว้ว่าอาจเป็นอนาคตของทีม

จำชื่อของ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ เอาไว้ให้ดีครับ บางทีเขาอาจสร้างชื่อในฤดูกาลหน้าในฐานะตัวแทนของ โม ซาล่าห์ ก็เป็นได้. แทงบอลออนไลน์

ลำพูน วอริเออร์

ลำพูน วอริเออร์ ใครที่เป็นแฟนบอลลีกรากหญ้า ย่อมรู้ดีเกี่ยวกับความสำคัญของทีมต่างจังหวัด ซึ่งแฟนบอลท้องถิ่นพร้อมมอบใจให้ เนื่องจากเป็นทีมบ้านเกิดของพวกเขา และมีเด็กท้องถิ่นตามอำเภอต่างๆ เข้ามาเล่นให้แบบถวายหัว

ถ้าพูดถึงทีมต่างจังหวัดแล้ว คงจะต้องนึกรวมไปถึง “ลำพูน วอริเออร์” แม้จะเป็นจังหวัดเล็กๆ ที่อยู่ห่างจาก จ.เชียงใหม่ เพียงแค่ 30 นาที แต่ที่นี่ถือว่ามีความพิเศษอย่างมาก

โดยเฉพาะเป็นบ้านเกิดของ “โค้ชเฮง”วิทยา เลาหกุล ประธานเทคนิคสโมสร ชลบุรี เอฟซี แม้ว่าจะไม่เคยเล่นให้ที่นี่ แต่เขาก็เป็นความภาคภูมิใจในนามลูกหลานชาวหละปูน และเคยเป็นที่ปรึกษาทีมในช่วงเริ่มก่อตั้งทีมใหม่ๆ เมื่อปี 2554 ด้วย นอกจากจะเป็นถึงแข้งระดับทีมชาติไทยแล้ว เขาเองก็ยังเคยออกไปเล่นลีกเยอรมัน อย่าง บุนเดสลีกา กับ แฮร์ธา เบอร์ลิน

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ลำพูน วอริเออร์ ถือกำเนิดขึ้น พร้อมกับส่งทีมแข่งขันในในลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ซึ่งพวกเขาสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะปีแรกสามารถคว้ารองแชมป์ของโซนเหนือ เข้าไปเล่นในรอบแชมเปี้ยนส์ลีก แต่ก็ยังไปไม่ถึงฝัน เนื่องจากตกรอบดังกล่าว

ลำพูน วอริเออร์

หลังจากนั้นฐานแฟนบอลก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะยามเล่นเป็นทีมเหย้า ทุกๆ นัดคนดูแทบจะทะลุความจุของสนามแม่กวง สเตเดี้ยม ด้วยซ้ำ ทว่าต่อมาพวกเขาเริ่มอยู่ในช่วงขาลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าสุดท้ายจะมีดาวรุ่งที่แจ้งเกิดให้คนแถวภาคเหนือได้ฮือฮา นามว่า “ฟาร์ม” สหรัฐ กันยะโรจน์

“เมสซี่ฟาร์ม” หรือ “เมสซีลำพูน” ที่แฟนบอลเรียกกันนั้น ถือเป็นเพชรเม็ดงามของทีมก็ว่าได้ หลังแจ้งเกิดด้วยการเล่นฟุตซอล แม้ว่าจะตัวเล็กและผอมบาง แต่ทดแทนด้วยความเร็ว และเทคนิคส่วนตัวที่ยอดเยี่ยม ก่อนจะถูกดันมาเล่นฟุตบอลสนามใหญ่ให้กับทีมในวัย 16 ปี กระทั่งปี 2015 เจ้าฟาร์มจำต้องโบกมืออำลาบ้านเกิดเมืองนอน โยกซบ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ในเวทีที่ใหญ่ขึ้นอย่างศึกไทยลีก

แม้จะปั้นดาวรุ่งขึ้นมาและสุดท้ายต้องลาจากทีม  “ราชันโคขาว” ต้องพยายามหาจุดเปลี่ยน จนกระทั่งการเข้ามาของ “พงษ์ศิริ ฐาราชวงศ์ศึก” หรือ “เสี่ยตาล” ที่เข้ามาเป็นประธานสโมสร พร้อมกับทุ่มงบประมาณดึงตัวผู้เล่นชั้นยอดเข้ามายกระดับให้กับทีม

“เสี่ยตาล” เป็นที่รู้จักอย่างมาก หลังสร้างความฮือฮาด้วยการกประมูลชุดแข่ง โยโกฮามา เอฟ มารินอส แชมป์เจ ลีก 2019 ของ ธีราทร บุญมาทัน ไปด้วยเม็ดเงิน 510,000 บาท เพื่อช่วย จ.ส.อ.เสน่ห์ โพนมณีศักดิ์ อดีตสตาฟฟ์ทีมชาติไทย ที่จะนำเงินไปรักษาโรคมะเร็ง

จากนั้นเป็นต้นมา “โก๋อุ้ม” ก็คอยซัพพอร์ทซึ่งกันและกันกับ “เสี่ยตาล” มาตลอด โดยเฉพาะการที่เขาพยายามหานักเตะเข้ามาป้อนให้กับทีม อย่างที่เห็นชัดๆ คือ อดุล หละโสะ อดีตฮาร์ดแมนทีมชาติไทย แม้ว่าจะอยู่ในวัย 34 ปี แต่เขายังดูแลรักษาสภาพร่ายกายได้อย่างยอดเยี่ยม

การคว้าดาวเตะจากแดนปักษ์ใต้มาร่วมทีม ทำให้เขาได้นำทัศนคติ วิสัยทัศน์ และความเป็นมืออาชีพมาถ่ายทอดให้กับน้องๆ นอกจากั้น ธีราทร บุญมาทัน ยังเป็นสื่อกลางในการแนะนำอดีตเพื่อนร่วมทีมอัสสัมชัญ ธนบุรี อย่าง  ศราวุธ สินธุปัน เข้ามาร่วมทีม

แต่ที่สร้างความฮือฮาแบบสุดๆ ก็คือ การได้ “โฟแบร์” อนันต์ ยอดสังวาลย์ ดาวรุ่งวัย 19 ปี มาร่วมทัพ หลังโชว์ฟอร์มโดดเด่นในฟุตบอลเดินสาย 7 คน ด้วยการคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์เดินสายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอย่าง FunMagzzcup ครั้งที่ 4

นั่นทำให้ ชื่อของ “ลำพูน วอริเออร์” โด่งดังและถูกจับตามองอย่างมาก จนสามารถคว้าแชมป์โซนเหนือในปีนี้มาครองได้ ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชปอนด์” จงสฤษดิ์ วุฒิช่วย ซึ่งเคยพา เชียงใหม่ เอฟซี จากลีกรากหญ้าเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 (ชื่อเดิม) มาแล้ว

การลงสนามของพลพรรค “ราชันโคขาว” ในรอบชิงแชมป์ประเทศ พวกเขาถูกจับไปอยู่ในโซนบน ร่วมกับ พิษณุโลก เอฟซี (รองแชมป์โซนเหนือ), ปลวกแดง ยูไนเต็ด (แชมป์โซนตะวันออก), ฉะเชิงเทรา ไฮเทค เอฟซี (รองแชมป์โซนตะวันออก), อุดร ยูไนเต็ด (แชมป์โซนตะวันออกเฉียงเหนือ), เมืองเลย ยูไนเต็ด (รองแชมป์โซนตะวันออกเฉียงเหนือ)

โดยพวกเขาเป็นทีมแรกที่เลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 2 จากการลงสนามไปเพียงแค่ 4 นัด ด้วยการคว้าชัยชนะได้ทั้งหมด ก่อนที่จะไปเจอกับ เมืองกาญจน์ ยูไนเต็ด ที่เลื่อนชั้นไปสู่ไทยลีก 2 เช่นกัน หลังเป็นแชมป์ในโซนล่าง ซึ่งรอบชิงแชมป์ประเทศ จะแข่ง 2 นัดเหย้า-เยือนนัดแรกในวันที่ 14 มีนาคม นัดที่ 2 วันที่ 21 มีนาคม ซึ่ง ลำพูน วอริเออร์ จะเป็นเจ้าบ้านก่อนในฐานะแชมป์กลุ่มบน

เสี่ยตาล”พงษ์ศิริ ฐาราชวงศ์ศึก ยังมีอีกโปรเจคต์ที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือ การสร้างสนามใหม่แบบ “ซ็อคเกอร์ สเตเดี้ยม” ที่จะมีความคล้ายกับ ช้าง อารีนา ของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ด้วยจำนวนความจุ 5,000 คน วางเป้าหมายเสร็จการก่อสร้างให้ทันการเลื่อนสู่ลีกสูงสุดในฤดูกาล 2022

นั่นหมายความว่า ในซีซั่นนี้ใหม่ของไทยลีก 2 ลำพูน วอริเออร์ ปักธงขอจองตั๋วที่จะเลื่อนชั้นเอาไว้แล้ว เรียกได้ว่าการรอคอยขึ้นลีกรองของพวกเขา มันต่อยอดหลายอย่าง โดยเฉพาะเป้าหมายสู่การทะยานสู่ลีกสูงสุดเมืองไทยภายในฤดูกาลเดียว แทงบอลออนไลน์

กระแสข่าวของ
กระแสข่าวของ
กระแสข่าวของ ออเรลิโอ วิดมาร์ กับ บีจี ปทุมฯ ในวงการสื่อถือว่าลือกันมาได้สักพักแล้ว เพียงแต่ภาพตอนนั้นยังไม่ได้ชัดเจนมาก

อาจด้วยผลงานของ ดุสิต เฉลิมแสน ที่ทำไว้กับทัพกระต่าย ดีเกินกว่าที่จะทำให้เรา “ทึกทัก” ไปเองว่า เฮดโค้ชเลือดจิงโจ้ จะโดดมานั่งเก้าอี้จิบลีโอแทน “โค้ชโอ่ง”

ขณะที่ความเคลื่อนไหวทีม แน่นอนว่าพวกเขาไม่ปริปากประเด็นนี้กับสื่อแน่ รอแค่ออฟฟิเชียลจากทางประชาสัมพันธ์สโมสรเท่านั้น

แต่สิ่งที่ทำให้ “น้ำหนัก” ดีลนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นคือสื่อหลักของสโมสร ไลอ้อน ซิตี้ (ชื่อเดิม โฮม ยูไนเต็ด) ในเอสลีก สิงคโปร์ ประกาศแยกทางกับ วิดมาร์ เป็นที่เรียบร้อย

ทำให้หลายคนยิ้มอ่อนอย่างรู้ใจกันว่า “หมุดหมาย” ต่อไป ของกุนซือวัย 54 หลังลากกระเป๋ามาขึ้นเครื่องที่ชางงี คือ ปทุมธานี

โอกาสที่ วิดมาร์ จะมารับบทบาทเฮดโค้ชคนใหม่ (หน้าเก่า) ตอนนี้มีมากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ (อีก 5 เปอร์เซ็นต์เหลือไว้รอให้ทีมมีเดียทำหนังสั้นเปิดตัวเท่ ๆ)

ถามว่า เหตุใดถึงเปลี่ยนกุนซือทั้งที่ โค้ชโอ่ง พาทีมคว้าแชมป์ด้วยผลงานสุดเฉียบ ผู้เขียนเองก็ตอบไม่ได้ทั้งหมด

ประเด็นที่สื่อ-แฟนบอล หยิบยกกันมาว่าสาเหตุการเปลี่ยนแปลงอาจเพราะ “โค้ชโอ่ง” มีเพียง บี ไลเซนส์ ต่างจาก วิดมาร์ ที่มี โปรไลเซนส์ อยู่แล้ว ไร้ปัญหาการคุมทีมในระดับใด ๆ แต่นั่งเป็นความน่าจะเป็นที่ “น้ำหนักเบา” สำหรับผู้เขียน

อย่าลืมว่าบีจีมี ผอ.สโมสรอย่าง สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ ที่มีโปรไลเซนส์อยู่ สโมสรสามารถใช้ชื่อ “โค้ชง้วน” แทนก็ได้

คีย์สำคัญในการเปลี่ยนตัวกุนซือผู้เขียนมองว่าเป็น “ประสบการณ์” ในฟุตบอลเอเชียมากกว่า ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สโมสรตั้งไว้ว่าอยากทำผลงานให้ดีที่สุด

โปรไฟล์สร้างเครดิต วิดมาร์ คือการพาสโสรบ้านเกิดเขาอย่าง แอดิเลด ยูไนเต็ด ทะลุเข้าชิงชนะเลิศ เอเอฟซี แชมเปียส์ลีก 2008 ก่อนจะพ่าย กัมบะ โอซากา ไปในแมตช์ไฟนอล

นอกจากนั้นเจ้าตัวยังมีประสบการณ์เป็นเฮดโค้ชทีมชาติออสเตรเลีย ยู-20 กับ ยู-23 และเคยคุมทีมชั่วคราวให้ทัพจิงโจ้ชุดใหญ่ ปี 2013 รวมถึงทำหน้าที่ผู้ช่วยโค้ชทีมชุดใหญ่อีกด้วย

เรียกว่าชั่วโมงบินระดับเอเชีย วิดมาร์ มีเป็นปึก แต่โค้ชโอ่ง “ไม่มี”

ขณะเดียวกัน เขาเองก็มีสายป่านที่ดีกับผู้ใหญ่ในทีม รู้จักมักจี่ บีจี ปทุมฯ แบบพอสังเขป หลังเคยมาคุมทีมในถิ่น ลีโอ สเตเดียมช่วงฤดูกาล 2016-17

แม้จะไม่รู้จักผู้เล่นไทยมากมายนัก แต่สัญญาณที่สโมสรสื่อให้เห็นคือ การคว้าผู้เล่นฝีเท้าดีมาร่วมทีมแบบไม่พัก (ล่าสุดก็ 8 คนแล้ว) ไม่นับรวมแข้งชุดเดิมที่มีอยู่อีก

ซึ่งหากให้เดาผู้เขียนเชื่อว่าสโมสรเตรียมไว้รอรับ วิดมาร์ เพื่อให้มีวัตถุดิบเลือกอย่างเต็มที่ในครัวลูกหนัง ถูกใจคนไหนก็เก็บไว้ใช้ คนไหนไม่อยู่ในแผนทำทีม สามารถปล่อยไปให้สโมสรพันธมิตรเล่นได้

อีกทั้งผู้เขียนมองว่าสโมสรเองน่าจะยังเก็บ “โค้ชโอ่ง” ไว้ทำงานกับทีมเช่นเดิม

สาเหตุคือก่อนหน้านี้สโมสรส่งเจ้าตัวเข้าอบรมโค้ชระดับ เอ ไลเซนส์ ของสมาคมฟุตบอลฯ ที่จะเริ่มในเดือน มิ.ย. นี้ และอาจต่อยอดไปยัง โปร ไลเซนส์ ในอนาคต

นั่นหมายความว่า บีจี ปทุมฯ มองเห็นฝีมือ “โค้ชโอ่ง” อยู่แล้ว และตัดสินใจส่งเรียนอย่างเต็มที่ เพื่อให้อยู่พัฒนาสโมสรต่อไปในระยะยาว (หากเจ้าตัวไม่ออกไปไหนเสียเองนะ) แทงบอลออนไลน์

เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แฟนหงส์แดงคงได้อ่านข่าวการขายหุ้นจำนวน 10% ของทีมให้กับกลุ่มทุนที่ชื่อว่า Red Bird ซึ่งมีมูลค่ากว่า 533
ล้านปอนด์กันไปบ้างแล้วนะครับ โดยการขายหุ้นครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะกระทบอะไรกับทีมบ้าง นั่นคงเป็นคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวของ
เดอะ ค็อป กันบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งทุกคำถามที่อยู่ในใจนั้น บรรทัดด้านล่างมีคำตอบครับ

 

1- เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากวกิกฤติ โควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว อย่างที่ทราบกันดีว่าในเมื่อฟุตบอลลงเตะโดยไร้คนดูในสนามย่อมส่งผลให้ทีมได้รับผลกระทบ

ในเรื่องรายได้ชนิดมหาศาล ถึงแม้ว่าจะได้เงินรางวัลจากการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกมาบ้างก็ตาม แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่ขาดหายไปมากกว่าเงินรางวัลก็คือรายได้จาก

สินค้าที่ระลึกฉลองแชมป์, ทัวร์สนามทีมแชมป์ และช่องทางของรายรับอีกมากมายที่หดหายไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

2- Fenway Sports Group จึงได้คิดหาวิธีเพิ่มรายได้เข้าสโมสรด้วยการนำหุ้นบางส่วนเข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยไอเดียนี้เริ่มเคาะมาตั้งแต่ช่วงราว ๆ เ

ดือนกันยายนแล้ว ซึ่ง FSG เตรียมนำหุ้นบางส่วนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ผ่านการจดทะเบียนทางอ้อมกับ RedBall Acquisition Group โดยมี ริขาร์ด

สคูดามอร์ กับ บิลลี่ บีน เป็นหัวหอกในการเจรจา ซึ่งหากการเจรจาในคราวนั้นสำเร็จก็จะทำให้ FSG มีมูลค่าในตัวบริษัทสูงถึงประมาณ 8,000 ล้านเหรียญ

สหรัฐฯ เลยทีเดียว วิธีการก็คือ RedBall จะระดมทุนจากนักลงทุนประมาณ 1,000 ล้านเหรียญฯ และนำเงินจำนวนดังกล่าวไปซื้อหุ้นของทีม ลิเวอร์พูล

ในสัดส่วนไม่เกิน 25% แต่จนแล้วจนรอด สุดท้ายดีลนี้กับ RedBall ก็ล่มลงไปในที่สุด แม้จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดชัดเจนว่าล่มเพราะอะไร แต่ก็มีการ

คาดการณ์กันว่าเป็นเพราะการเจรจาครั้งนั้นเป็นการเจรจาผ่านบริษัทลูก ทาง FSG จึงคิดว่ายังไม่มีความจริงใจพอ

3- พอมาในปีนี้ เจอร์รี่ คาร์ดิเนล (Gerry Cardinale) เจ้าของบริษัท RedBird Capital Partners (กลุ่มทุนเดียวกับ RedBall เพียงแต่ RedBird เป็นบริษัทแม่)

ได้ตัดสินใจลงมาเจรจากับ FSG ด้วยตัวเอง จึงทำให้การเจรจาราบรื่นและเป็นไปได้ด้วยดีมากขึ้น ซึ่งตัวของ คาร์ดิเนล นั้นมีเจตจำนงเดียวกับ FSG ในเรื่องการบริหารทีมกีฬา

นั่นก็คือต้องการเป็นเจ้าของทีมใหญ่ในยุโรปสัก 1 ทีม เพื่อใช้หลักโครงสร้างเดียวกับที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ อาร์เบ ไลป์ซิก ทำอยู่ โดยที่ตัวของ คาร์ดิเนล เอง ปัจจุบันก็เป็นเจ้าของสโมสร ตูลูส ในฝรั่งเศส อยู่ด้วย

4- โครงสร้างดังกล่าวจะเป็นในรูปแบบของการมีทีมใหญ่ไว้ในมือ 1 ทีม และมีทีมเล็ก ๆ ทั้งในยุโปรและในอเมริกาเอาไว้สำหรับพัฒนาหรือเป็นพันธมิตร

อย่างกรณีของบริษัท ซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป ก็จะมี แมนฯ ซิตี้, นิวยอร์ค ซิตี้ (อเมริกา), เมลเบิร์น ซิตี้ (ออสเตรเลีย), โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส (ญี่ปุ่น), จิโรน่า

(สเปน) และ คลับ แอตเลติโก ตอร์เก้ (อุรุกวัย) ซึ่ง CITIC Group นั้นจะวาง แมนฯ ซิตี้ ให้เป็นทีมหลักในการบริหาร สามารถเทรดนักเตะออกไปยังทีมในเครือได้ ทั้งในเรื่องการพัฒนารวมไปถึงเรื่องการบริหารการเงินได้อีกด้วย

5- เมื่อ RedBird ได้พูดคุยกับทาง FSG แล้วมีความเห็นในเรื่องดังกล่าวไปในทิศทางดียวกัน การเจรจาเพื่อขอซื้อหุ้นจึงลุล่วงสำเร็จไปในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

โดยการซื้อขายหุ้นในครั้งนี้ FSG ตกลงขายในสัดส่วน 10% ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 533 ล้านปอนด์ นอกจากจะมี คาร์ดิเนล แล้ว ยังมี แซม เคนเนดี้ ประธานสโมสรของ

เร้ด ซ๊อกซ์ , เลอบรอน เจมส์ ซูเปอร์สตาร์จาก NBA, มาเวอริค คาร์เตอร์ และ พอล วอชเตอร์ ที่จะเข้ามาเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของ FSG อีกด้วย

6- ทีนี้มาถึงคำถามที่ว่า ลิเวอร์พูล จะได้อะไรจากการขายหุ้นครั้งนี้? สิ่งแรกเลยนะครับก็คือสภาพคล่องทางการเงินครับ ซึ่งเงินจำนวนนี้จะเข้ามาช่วยทั้งใน

ส่วนของรายรับที่แหว่งไปในปีที่ผ่านมา, การสานต่อโครงการปรับปรุงอัฒจันทร์ฝั่ง แอนฟิลด์ โร้ด ที่จะเพิ่มที่นั่งอีกประมาณ 7,000 ที่นั่งและมีค่าใช้จ่ายสูงถึง

60 ล้านปอนด์ รวมไปถึงยังอาจเป็นเงินที่นำมาเสริมทัพเพื่อสู้ศึกฤดูกาลหน้า

7- นอกจากนี้ การร่วมมือกันของ FSG และ RedBird ยังสามารถทำให้ ลิเวอร์พูล กับ ตูลูส สามารถแบ่งปันทรัพยการความรู้ให้กันและกันได้อีกหลากหลายช่องทางมากมาย

โดยทางฝั่ง คาร์ดิเนล นั้นถือหุ้นอยู่ 30% กับ วาสเซอร์แมน มีเดีย ซึ่งเป็นเอเย่นต์ให้กับนักฟุตบอลดัง ๆ ในยุโรปอยู่หลายต่อหลายคน 1 ในนั้นก็คือ โจ โกเมซ ของหงส์แดง

รวมไปถึง ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ของ เลสเตอร์ ซิตี้ อีกด้วย ซึ่งนั่นก็อาจเป็นอีกช่องทางที่ง่ายขึ้นสำหรับ ลิเวอร์พูล ในตลาดซื้อขายด้วยเช่นเดียวกัน

8- การขายหุ้นในรอบนี้ เรื่องหนึ่งที่ชัดเจนก็คือแนวทางการบริหารธุรกิจฟุตบอลของ ลิเวอร์พูล ที่ผมมองว่าค่อนข้างฉลาด และแก้ไขปัญหาเรื่องการเงินอัน

เกิดจากวิกฤติโควิดได้ค่อนข้างดี โดยการขายหุ้นให้กับ RedBird ไม่ได้เกิดขึ้นโดยมองไปที่การตักตวงเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่ FSG มองไกลไปถึงคอนเนคชั่นต่าง ๆ ด้านกีฬาอีกด้วย แทงบอลออนไลน์
นี่คือปีกขวาที่มีข่าวแรงที่สุดในชั่วโมงนี้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด นี่คือปีกขวาที่มีข่าวแรงที่สุดในชั่วโมงนี้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง, ราคาไม่แพง, เข้าแก๊ปแทคติกของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอย่างแรง และที่สำคัญที่สุด นี่คือนักเตะที่บรูโน่บอกว่าเคมีเข้ากับเขามากที่สุดแล้ว!

นี่คือเรื่องราวที่แนวรุกชาวบราซิลเลียนของลีดส์ยูไนเต็ดที่มีฟอร์มโดดเด่นอย่าง”ราฟินญ่า”นั้น เกือบจะไม่ย้ายมาร่วมทีมยูงทองอยู่แล้วในวันเดดไลน์ ก่อนที่จะตระหนักได้ว่า สิ่งนี้มันเกิดจากการทำงานอย่างหนักมาตลอดเส้นทางอาชีพของเขา

ราฟินญ่าย้ายมาอยู่ลีดส์ในเดือนตุลาคม 2020 ในช่วงปิดตลาดซื้อขายนักเตะ ซึ่งดาวเตะวัย24ปีรายนี้ลงเล่นกับแรนส์ (Rennes) ไปแล้ว6นัด ก่อนที่จะย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีก ซึ่งหนึ่งในนัดดังกล่าวรวมถึงเกมเสมอแร็งส์ (Reims) ด้วยสกอร์ 2-2 ซึ่งเขาทำประตูด้วย

หลังเกมราฟินญ่าได้พบกับผู้บริหารสโมสรเพื่อที่จะคุยความเป็นไปได้ที่จะย้ายออกจากทีมในถิ่นน้ำหอมรายนี้ ในช่วงที่ตลาดนักเตะกำลังใกล้ที่จะปิดแล้ว ดังนั้นจึงต้องตั้งโต๊ะคุยกันเป็นการเร่งด่วนซึ่งก็ไม่เหลือเวลาให้ราฟินญ่าตัดสินใจมากนัก ซึ่งเรื่องนี้แหละคือประเด็นที่เจ้าตัวอธิบายว่า มันซับซ้อนมากๆ เพราะเป็นทั้งเรื่องที่ยากและง่ายในเวลาเดียวกัน

“บอร์ดบอกว่าเรารับข้อเสนอจากลีดส์ ก็เหลือแค่นายจะเลือกแล้วว่าจะอยู่ต่อหรือว่าอยากย้ายไป”

“ถ้าผมอยากย้าย มีเที่ยวบินส่วนตัวรออยู่แล้วเพื่อจะบินไปตรวจร่างกายที่อังกฤษก่อนที่จะเซ็นสัญญา ซึ่งตรงนี้นั้นถ้าผมบอกว่าเรื่องนี้ตัดสินใจง่ายๆ ผมอาจจะโกหกก็ได้นะ เพราะมันเป็นการตัดสินใจที่ลำบากมากเลย แล้วเขาบอกว่าผมต้องให้คำตอบภายในแค่20นาทีเท่านั้นเอง เจองี้ก็มึนดิ ใช่มั้ยล่ะ?”

“ทางเลือกแรกคือ ผมอยู่ที่นี่ต่อ และช่วยแรนส์ให้เข้าไปได้เล่นแชมเปี้ยนส์ลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งถ้าได้มีส่วนร่วมเป็นหนึ่งในเรื่องราวนั้นได้มันคงเยี่ยมเลย ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งคือ การที่ผมได้รับข้อเสนอจากทีมใหญ่ที่เป็นต้นตำรับฟุตบอลอังกฤษอย่างลีดส์ ที่พวกเขาอยู่ในโมเมนต์ที่สุดยอดมากๆ เพราะได้เลื่อนชั้นกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง”

ราฟินญ่าเกิดใน Porto Alegre ในประเทศบราซิล และย้ายมายุโรปในปี2016 กับสโมสร Vitória Guimarães ในโปรตุเกส ซึ่งก่อนที่จะได้มาสู่เป้าหมายในประเทศอังกฤษ เขาย้ายไปยัง Sporting Lisbon มาก่อนในปี2018 แล้วจึงย้ายไปแรนส์ในฤดูกาลถัดไป และจากนั้นเมื่อลีดส์โทรมาหาเขา การตัดสินใจมันจึงง่ายขึ้นเมื่อในที่สุดเขาก็ได้ทำตามความฝันในที่สุด

“เชื่อมั้ยว่าฟุตบอลอังกฤษเป็นเป้าหมายเบอร์หนึ่งของผมมาตลอด ตั้งแต่จำความได้ ตอนผมเริ่มดูบอลทางทีวี ผมก็ดูพรีเมียร์ลีกแล้ว ซึ่งบอลอังกฤษสนุกมากเพราะว่ามันเป็นลีกที่เต็มไปด้วยความขลังด้วยความเก่าแก่ มีสโมสรดีๆมากมาย แล้วก็เหล่าผู้จัดการทีม นักเตะต่างๆ และการแข่งขันก็สูงมากด้วยเพราะว่ามีทีมที่คุณภาพอยู่ระดับท็อปหลายๆทีม”

“ความปรารถนาที่จะลงเล่นให้สโมสรในอังกฤษนั้นคือเป้าหมายแรกในใจมาก่อนที่จะเซ็นกับลีดส์อีก เพราะงั้นคุณจะรู้เลยว่าผมดีใจแค่ไหนที่ได้ใส่เสื้อตัวนี้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก”

การทำงานร่วมกับผู้จัดการทีมอาร์เจนไตน์ที่มีชื่อเสียงอย่าง Marcelo Bielsa นั้นก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกเช่นกัน และยิ่งช่วยทำให้ราฟินญ่ากลายเป็นนักเตะที่น่าจับตามองที่สุดคนนึง ในขณะที่ความต้องการของบิเอลซ่าที่อยากได้จากนักเตะตัวรุกในทีมนั้น ผู้จัดการสุดบ้าคลั่งผู้ได้ฉายาว่า El Loco (บ้าคลั่ง)รายนี้นอกจากจะไม่ได้ทำให้ราฟินญ่าประหลาดใจแล้ว ตรงกันข้ามเลยการจัดการของmanagerรายนี้ทำให้เขาประทับใจเสียอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่ราฟินญ่าเองให้ความสำคัญกับมันมากๆ

“มันยอดมากที่ได้ทำงานกับบิเอลซ่า เขาพยายามจะพัฒนาทุกๆอย่างอยู่เสมอ และปรับปรุงมาตรฐานของทุกๆสิ่งและทุกๆคนในทีม ซึ่งทางเดียวที่จะทำเรื่องพวกนั้นได้คือการทำงานอย่างหนักเท่านั้น”

“บิเอลซ่าเป็นผู้จัดการที่ไม่หยุดอยู่กับที่ เขาจะต้องการมากขึ้นอยู่เสมอ แต่มันก็เป็นเรื่องปกติของมือโปรระดับแนวหน้าทั้งนั้น และจำเป็นอย่างมากที่ต้องพูดถึงแง่ความเป็นคนๆนึงของเขาด้วย เพราะเขามอบความห่วงใยให้แก่ทุกๆคน และพยายามจะหาทางว่าเขาจะช่วยให้แต่ละคนดีขึ้น เก่งขึ้นได้ยังไงบ้าง”

“ในทีมที่ใหญ่ๆ ปกติก็จะต้องมีนักเตะที่ไม่ค่อยได้ลงสนามบ่อยๆตามที่เจ้าตัวต้องการ ซึ่งก็อาจจะทำให้พวกเขาเหล่านั้นรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่เมื่อบิเอลซ่ามาคุยกับคนเหล่านั้น เขาจะอธิบายเหตุผล และพยายามทำให้ทุกๆคนได้รับแรงกระตุ้นเกิดขึ้น ซึ่งบางคนไม่เห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้นะ แต่ผมเห็นว่ามันสำคัญ เพราะบางทีนักเตะก็อยากได้รับการเอาใจใส่และการสนับสนุนจากผู้จัดการทีมของพวกเขา”

“ในเกมฟุตบอลแล้ว บ่อยครั้งที่โค้ชเปรียบเสมือนคนเป็นพ่อของนักเตะ -ถึงแม้เขาจะต้องการสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากตัวนักเตะเหล่านั้นก็จริง แต่ในนั้นก็มีความแคร์อยู่ด้วยเช่นกัน มันไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ใจไม้ไส้ระกำเลย นั่นแหละบิเอลซ่าก็เป็นแบบนั้น การทำงานกับเขามันเลยง่ายมาก”

การเล่นโดยใช้พื้นที่คุ้ม และการเป็นบอลบุกของบิเอลซ่า ช่วยลีดส์ได้เยอะในฤดูกาลแรกที่กลับมาสู่ลีกสูงสุด ถึงแม้จะมีคำวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่ลีดส์เปิดช่องว่างให้เห็นแทบทุกเกม แต่ราฟินญ่าก็อธิบายว่ามันสดชื่นแค่ไหนที่เล่นกับทีมนี้ โดยเฉพาะการเล่นตำแหน่งตัวรุก

“ในฐานะตัวรุก มันเยี่ยมมากอยู่แล้วที่มักจะได้บุกเข้าใส่โกลคู่แข่งให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะใกล้ได้ และลีดส์เป็นแบบนั้นแหละ เราลงเล่นด้วยการที่ไม่จำเป็นต้องกลัวเรื่องใดๆทั้งสิ้น ซึ่งมันสนุกมากนะ ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใคร หรือสกอร์จะเท่าไหร่ เราไม่สนใจทั้งนั้น เพราะที่เราทำคือการพยายามกดดันใส่คู่แข่งอย่างดุดันให้มากที่สุด ซึ่งมันทำให้นักเตะทุกๆคนได้ปลดปล่อยพรสวรรค์ออกมากันอย่างเต็มที่”

“ส่วนตัวผมแล้ว สิ่งที่สวยงามที่สุดของฟุตบอลคือการที่ได้เห็นทีมทั้งสองฝั่งเล่นอย่างกล้าหาญและพยายามจะชนะให้ได้ในแมตช์นั้นๆ ซึ่งมันเป็นด้านที่ดีของฟุตบอลจริงๆ”

นี่คือเรื่องราวของราฟินญ่า ที่มีเวลาในการตัดสินใจย้ายทีมเพียงแค่ “20นาที” เท่านั้น ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็คือโอกาสในการเติมเต็มความฝันของเขานั่นเอง แต่แน่นอน ที่นี่อาจจะไม่ใช่ปลายทางสุดท้ายก็ได้ เพราะเขาอาจจะไปได้ “ไกลกว่านั้นอีก”

แน่นอน ผู้อ่านรู้กันอยู่แล้ว เรากำลังพูดถึงความเป็นไปได้ที่ “แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด” อาจจะเซ็นสัญญาเขามาเข้าร่วมทีมในตำแหน่ง”ปีกตัวรุก” ที่เรากำลังขาดอยู่

เหตุใดถึงต้องเป็นราฟินญ่า? เขามีความน่าสนใจและสไตล์การเล่นอย่างไรบ้าง อะไรเป็นจุดเด่น และมีทำไมแมนยูจึงควรที่จะซื้อเขามาร่วมทีม นอกจากเหตุผลที่แฟนบอลสนใจเรื่องหนึ่ง อย่างการเป็นอดีตเพื่อนซี้ของ “บรูโน่ แฟร์นันด์ส” สมัยที่เล่นอยู่ด้วยกันที่ Sporting Lisbon ในช่วงปี 2018-19 และร่วมกันเจาะตาข่ายคู่แข่งกระจุยกระจาย รวมกันสองคนแล้ว 39ประตู กับ23แอสซิสต์ ภายในซีซั่นเดียว โดยที่ทางสื่ออย่าง Top Mercato อ้างอิงว่าบรูโน่เคยพูดถึงเพื่อนรายนี้เอาไว้ในปี2019ดังนี้

“ราฟินญ่า, ผมคิดถึงราฟินญ่านะ เขาเป็นนักเตะที่มีเคมีกับผมต่างจากคนอื่นๆ แค่มองตาก็รู้ใจกันแล้ว”

“เขาอ่านทางผมได้หมด ดูแค่การเคลื่อนไหวร่างกายของผม รู้ว่าผมจะจ่ายบอลไปให้เขาที่จุดไหน ผมคิดถึงเขามากๆเพราะว่าเขานำความสนุกสนานมาให้ห้องแต่งตัวจริงๆ นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงและทำงานหนักมากๆด้วย”

เพียงแค่ไม่กี่ประโยค แฟนผีก็น่าจะรู้แล้วว่า บรูโน่ของเราจำเป็นต้องมีปีกรายนี้มาเล่นด้วยขนาดไหน ด้วยวัยที่อยู่ในรุ่นเดียวกัน พูดจาภาษาเดียวกัน(โปรตุกีส-บราซิลเลียน) และการได้ร่วมงานกันมาเต็มๆหนึ่งฤดูกาลในตำแหน่งตัวรุกที่เล่นร่วมกันโดยตรง ยิ่งกับตำแหน่งที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกำลังขาดอยู่

เหตุผลหนึ่งในเรื่องนี้ที่สามารถพูดได้เต็มปากก็คือ หากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดซื้อราฟินญ่าเข้าทีมมานั้น นอกจากทีมจะมีปีกขวาตัวกลั่นเอาไว้ใช้งานแบบจริงๆจังๆแล้วนั้น

ราฟินญ่าจะกลายเป็น “บัฟ” ให้บรูโน่ แฟร์นันด์ส โหดขึ้นอีกเท่าตัวนึงแน่นอนเหมือนมีบัฟแบบ passive เพิ่มพลังบุก2เท่า หากส่งตัวนี้ลงไปยืนด้วยกันในฟิลด์สนามนั่นเอง

เรื่องความซี้ตรงนี้มีคนยืนยันอีกรายนึง นั่นก็คือกระทาชายนาย “Fred” ที่ออกมาบอกล่าสุดว่า “บรูโน่(แฟร์นันด์ส)พูดถึงราฟินญ่าตั้งแต่ตอนที่เขามาอยู่ที่นี่ พวกเขาเล่นด้วยกันที่สปอร์ติ้ง เขาเป็นนักเตะยอดเยี่ยมที่มีฤดูกาลอันน่าทึ่งมากๆ และมีหลายสโมสรกำลังจับตามองเขาอยู่”

เรื่องความสนิทสนิมและเข้าขากัน คืออีกเหตุผลที่น่าสนใจมากๆ แต่เราต้องมาพิจารณาเรื่องมิติเชิงฟุตบอลกันอีกต่อหนึ่งว่า นักเตะตัวนี้มีดีพอจะซื้อมาเสริมทีมหรือไม่ เก่งด้านไหน เติมเต็มเรื่องอะไรให้ทีมเราบ้าง และมัน “ตอบโจทย์” หรือไม่?

นี่คือรีวิวนักเตะในเบื้องต้นที่น่าจะทำให้แฟนผีพอจะมองเห็นภาพว่า เราควรซื้อหรือไม่ควรซื้อตัวนี้ดี

1.ข้อมูลทั่วไป

Raphinha (Raphael Dias Belloli)

อายุ : 24 ปี / ส่วนสูง : 176 cm / น้ำหนัก 68 kg

ตำแหน่ง : ปีกขวา

สัญชาติ : บราซิล

เท้าที่ถนัด : ซ้าย

ค่าตัวโดยประมาณ : 25ล้านยูโร

ต้นสังกัด : Leeds United

2.ตำแหน่งถนัดและสไตล์การเล่น

ราฟินญ่าคือนักเตะที่ตรงสเป็คแฟนผีที่สุดอีกตัวนึงทีเดียว ลักษณะการเล่นของราฟินญ่านั้นจะเป็น “ปีกขวาเท้าซ้ายตัดเข้าใน” ในลักษณะ “Inverted Winger” เป็นหลักๆ ซึ่งมันคือ”ปีก”ที่เล่นในลักษณะตัดเข้าใน ชัดเจนว่าราฟินญ่านั้นคือผู้เล่นที่เป็นปีกแท้ๆอีกคนนึง แต่เป็นปีกสมัยใหม่ที่เล่นด้วยการตัดเข้ากลาง และมีความสามารถในการทำประตูพ่วงเข้ามาด้วย

สาเหตุที่บอกว่าเขาเป็น Inverted Winger มากกว่าที่จะเป็นตำแหน่ง “Inside Forward” ที่แฟนบอลหลายคนคุ้นเคยนั้น เป็นเพราะว่ามิติการเล่นของราฟินญ่ามีความเป็นปีกมากกว่ากองหน้า

เป็น “Winger” มากกว่าที่จะเป็น “Forward” นั่นเอง ดังนั้นคำจำกัดความที่น่าจะดีที่สุดของราฟินญ่าเขาควรจะเป็นปีกตัดเข้าใน มากกว่าที่จะเป็นกองหน้าด้านข้างตัดเข้าในแบบ Inside Forward

แต่ราฟินญ่าเองก็มีความสามารถในการยิงจบสกอร์ด้วยตัวเองแถมมาด้วย รวมถึงการเข้ามาในพื้นที่สุดท้ายไม่ว่าจะตรงกลางหรือด้านข้างด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นความสามารถของForward ดังนั้นจะเรียกเขาว่า Inside Forward ก็พอได้

สัดส่วนความเป็นปีกต่อกองหน้า ราวๆ 70-30 หลักๆเป็นปีก แต่ก็ติดปลายนวมในการเล่นกองหน้าได้เหมือนกัน พูดภาษาชาวบ้านคือเป็นปีกที่ทำประตูได้ เล่นในพื้นที่สุดท้ายได้นั่นเอง

สถิติกับลีดส์ในปีนี้ ราฟินญ่าลงสนามไปทั้งหมด26นัด ทำไป “6ประตู กับ 6แอสซิสต์” จะเห็นว่าทำได้ทั้งยิงทั้งจ่ายเลยทีเดียว ซึ่งสำหรับนักเตะตำแหน่งปีก สถิติแบบนี้ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว

ถ้าผู้อ่านนึกภาพไม่ออกว่าดียังไง ให้นึกภาพง่ายๆว่า กรีนวู้ดลงเล่นในพรีเมียร์ลีกเท่ากัน ทำไป 5ประตู 2แอสซิสต์ ส่วนมาร์กซิยาล เล่น22 ทำไป 4ประตู 5แอสซิสต์

ตำแหน่งอื่นๆที่เขาเล่นได้นอกจากปีกขวาแล้ว ราฟินญ่ายังสามารถเล่น “ปีกซ้าย” (Left Winger) ได้สบายๆอย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน เป็นผู้เล่นปีกที่จริงๆแล้วเล่นได้ทั้งสองฝั่งทั้งซ้ายและขวา

จะสังเกตได้ว่าเวลาบิเอลซ่าส่งเขาลงมาในสนาม บางทีเราไม่สามารถมองหาได้ตลอดว่าราฟินญ่าอยู่ตรงไหน เพราะสลับฝั่งเล่นได้อย่าง“อิสระ”

แฟนผีจำคีย์เวิร์ดนี้ไว้

ในการมายืนฝั่งซ้ายด้วยเท้าซ้าย ก็แน่นอนว่าราฟินญ่าสามารถเลี้ยงเจาะคู่แข่งได้สบายๆเช่นเดิม โดยที่ยามเล่นฝั่งซ้าย ราฟินญ่าจะกลายร่างเป็น “ปีกซ้ายโบราณ” ที่เล่นเป็น Wingerแบบเพียวๆ เน้นความเร็ว และกระชากไปกับบอลด้วยสปีดสูงสุด แล้วลากไปสุดเส้นเพื่อครอสบอลด้วยเท้าซ้ายเข้ากลางมาให้กองหน้าจบสกอร์ เป็นปีก

ถามว่าสไตล์ของราฟินญ่าเป็นยังไง ต้องบอกว่าเจ้าตัวมีทั้งความเร็ว ความคล่อง และมีความเป็นForwardแบบสมัยนิยม ยิงได้จ่ายได้ ใจนึงมันทำให้เราคิดถึงอังเคล ดิมาเรียสมัยหนุ่มๆ เป็นดิมาเรียจีนแดงก็น่าจะพอนึกภาพออก อาจจะไม่ได้เก่งขนาดดิมาเรีย แต่ความเร็วที่ไปกับบอลมันทำให้คิดถึงหมอนั่นขึ้นมาได้

นอกจากนั้นตัวที่น่าเอามาเทียบก็ควรเป็นปีกขวาเท้าซ้ายเหมือนกันอย่างริยาด มาห์เรซ แต่ก็เล่นไม่เนียนกริ๊บเท่ามาห์เรซ แต่positionการเล่นคล้ายๆกัน คือขึงริมเส้น แล้วพาบอลตัดเข้าใน ทั้งไปกับบอล เปิดบอล และยิงเอง

ผู้อ่าน อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะประหลาดใจว่า อ้าว เก่งไม่เท่าทั้งมาเรียกับมาห์เรซเนี่ยนะ จะดีเหรอ?

ดีแน่นอนครับ เพราะนี่คือนักเตะที่เหมาะสม และลงล็อคกับ “แทคติก” ของแมนยูไนเต็ด ในส่วนที่เราขาดอยู่พอดี

3. จุดเด่น

ราฟินญ่าเป็นปีกขวาที่ “ครบเครื่อง” อย่างแท้จริง สามารถทำได้ทั้งเกมริมเส้น ทั้งการเปิดบอลเข้าพื้นที่อันตรายและเปิดให้เพื่อนมีโอกาสยิง รวมถึงการยิงจบสกอร์ด้วยตัวเองก็ทำได้ เรียกว่าเก่งรอบตัวจริงๆในด้านoverall ของการเป็นนักเตะตัวรุก แต่จุดที่โดดเด่นมากๆของราฟินญ่านั้นคือการเป็นปีกที่ “สร้างสรรค์เกมรุก” ได้ดีมากๆ

ซึ่งเป็นสิ่งที่แมนยูไนเต็ดขาดมากๆ เพราะทุกวันนี้การทำเกมรุกไปหนักอยู่ที่บรูโน่ กับ ป็อกบาสองคนเป็นหลักๆ ถ้าจะมีอีกคนที่ทำได้ก็คือแบ็คซ้ายอย่าง ลุค ชอว์ แต่ตัวรุกคนอื่นๆ หากไม่นับคาวานี่ที่จำเป็นต้องค้ำหน้า ตัวอื่นสร้างเกมรุกไม่ค่อยจะแจ้งนัก

สิ่งที่ซัพพอร์ตจุดเด่นที่ว่านี้ว่า ราฟินญ่าเป็นปีกขวาเท้าซ้ายที่สร้างสรรค์เกมรุกดีมากๆนั้น ก็คือการที่ติดTop5 ของนักเตะที่จ่ายKey Passes มากที่สุด รวมถึง Top5 Chance Creation เพราะทั้งคีย์พาสและการสร้างโอกาสยิงนั้น ราฟินญ่าอยู่ราวอันดับ4 ซึ่ง3อันดับแรกคือ เดอบรอยน์, บรูโน่ และ เทรนท์ ตามลำดับ

ถือว่าสถิติราฟินญ่าอยู่ในระดับแนวหน้าของพรีเมียร์ลีกชัดเจน

นอกจากนี้จุดที่เห็นชัดก็คือ ค่าประเมิน xA (Expected Assists) อยู่ที่ 7.1 (FBref), 7.91 (infogol) แต่ราฟินญ่าได้แอสซิสต์จริงแค่ 6 ลูก เห็นได้ชัดเจนว่าราฟินญ่าสร้างสรรค์โอกาสยิงให้เพื่อนได้ดีมากๆ ถ้าเพื่อนยิงกันคมๆกว่านี้อย่างที่ควรจะเป็น ราฟินญ่าน่าจะได้แอสซิสต์ประมาณ 7-8ลูกเข้าไปแล้ว (เปิดบอลหวานๆให้เพื่อนร่วมทีมลีดส์บ่อยๆ แต่เพื่อนยิงนกตกปลาจังหวะโล่งๆไปหลายครั้งโดยเฉพาะแบมฟอร์ด)

สถิติการสร้างสรรค์เกมรุกทั้งหมดในพรีเมียร์ลีกมีดังนี้คือ

SCA (Shot Creation) ทั้งหมด 98ครั้ง

GCA (Goal Creation) ทั้งหมด 11ครั้ง

ด้านการทำสกอร์เอง ถ้าใครเคยเห็นราฟินญ่ายิงประตู สิ่งที่เราพูดได้คือหมอนี่”ฉลาดยิง”พอสมควร หลายๆครั้งเลือกมุมยิงที่สวยมากๆ ซึ่งราฟินญ่า มีxG (expected goals) อยู่ที่ 5.3 แต่ยิงไปได้ถึง 6ประตู สะท้อนความคมในการทำประตูได้อย่างดี (อย่างที่บอกไปแล้วว่า 5ประตูนี่สถิติดีกว่ากองหน้าแท้ๆบางคนซะอีก)

หมอนี่ครบเครื่องทั้งยิงทั้งจ่าย ทั้งการสร้างสรรค์เกมรุก ตัวเดียวครบ

-สถิติอื่นๆ-

shot per game 2.3 ครั้ง

pass success percentage 72.4

ความแม่นยำในการยิงเข้ากรอบอยู่ที่ 41%

เรตติ้งเฉลี่ย 7.17 (whoscored) ถือว่าดี โดยเฉพาะนัดที่ลีดส์ชนะ ฟอร์มจะติดเรทติ้ง8กว่าๆบ่อยครั้ง

สกิลทักษะที่โดดเด่นของราฟินญ่ามีดังนี้

3.1 การเลี้ยงบอล (Dribbling)

สิ่งแรกที่โดดเด่นที่สุดของราฟินญ่า เห็นจะหนีไม่พ้นสกิลการเลี้ยงไปกับบอลที่ทำได้ดีมากๆ นั่นทำให้เขาสามารถพาบอลขึ้นหน้าไปกับตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ และนี่เป็นอาวุธหลักที่ราฟินญ่าใช้ในการสร้างสรรค์เกมรุก และเลี้ยงหนีเอาชนะคู่แข่งได้(take-ons)

ลักษณะการเลี้ยงบอลของราฟินญ่ามักจะไปด้วยกันกับบอล(ไม่ใช่แตะวิ่งแบบแดนเจมส์) และใช้”เทคนิคการเลี้ยง” ในการเอาชนะคู่แข่ง

จากสถิติกับลีดส์นั้น ราฟินญ่ามีเปอร์เซ็นต์การเลี้ยงเอาชนะคู่แข่งสำเร็จอยู่ที่ 52.5% และมีจำนวนครั้งในการไปกับบอล และระยะทางรวมที่ค่อนข้างสูง นั่นแปลว่ามีการเล่นที่ไปกับลูกบอลเยอะมาก

ลักษณะการเล่นที่เห็นเป็นประจำ ราฟินญ่าจึงเลี้ยงบอลล่อหลอกคู่แข่งจนหลงทาง และโดนกระชาก”พาทัวร์”จนคู่แข่งปั่นป่วนในแนวรับไ้ดดีมากๆ อันนี้สำคัญ เพราะมันจะทำให้แมนยูสามารถหาช่องเจาะคู่แข่งประเภทรับลึกได้ ถ้ามีตัวที่เลี้ยงลุยไปกับบอลดีๆ อาจจะแหวกช่องให้ทีมได้

3.2 ความเร็วและความคล่อง (Acceleration, Agility, Pace)

สปีดของราฟินญ่าอยู่ในระดับที่ดีมากๆ อาจจะไม่ได้เร็วระดับเดอะแฟลชแบบแดเนียล เจมส์ แต่ก็ถือว่าเร็วพอฟัดพอเหวี่ยงเท่าๆกับกองหน้าวัยรุ่นของทีม ไม่ว่าจะแรชฟอร์ดหรือกรีนวู้ด เรียกว่ามีความเร็วที่ดีพอจะเล่นเกมที่อาศัยสปีดจัดการคู่ต่อสู้ได้

ส่วนความคล่องก็ถือว่าพริ้วใช้ได้เลยทีเดียว คู่แข่งจะมาดวล1-1นี่หยุดยาก อย่างน้อยๆก็ต้องดับเบิ้ลทีมถึงจะเอาอยู่ อย่างที่บอกว่า นอกจากมีเทคนิคแล้ว ตัวนี้ยังมีความคล่องตัวในการเล่นที่หาตัวจับยาก ในความหมายตรงๆตัวที่ จับไอ้หมอนี่ให้อยู่มันทำได้ยากจริงๆ

3.3 เทคนิค (Technique)

ถือว่าเป็นปีกจอมเทคนิคอีกคนที่มีสกิลแพรวพราว ลูกเล่นเยอะมากๆ ซึ่งเทคนิคการเล่นในตัวเขาจะถูกนำมาใช้ในการเลี้ยงผ่าน เอาชนะคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา เทคนิคที่ใช้หลายๆอันก็ค่อนข้างเหนือใช้ได้

ถ้าให้เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็ถือว่าน้องๆ”นานี่” เห็นแล้วก็คิดถึงนานี่เล็กน้อย แต่ยังสู้นานี่ไม่ได้ ด้วยความเนียน ความเหนือชั้นด้านเทคนิค นานี่ยังเนี้ยบและเนียนกว่ามาก

แต่ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก แค่นี้ราฟินญ่าก็เหนือและจับตัวยากมากๆแล้ว

3.4 การยิงไกล (Long Shots)

ประตูที่ราฟินญ่ายิงได้บ่อยๆนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากลูกยิงไกลแทบทั้งสิ้น อย่างที่บอกว่าเขาเป็นปีกเท้าซ้ายตัดเข้ากลางก็จริง แต่ก็ยังเป็นปีกที่เล่นวงนอก ไม่ได้เข้าไปลึกแบบกองหน้า ดังนั้นอาวุธหลักในการทำประตูจึงเป็นการยิงไกล ซึ่งลูกยิงจากนอกกรอบถือว่าอันตราย และหวังผลได้ทุกครั้ง อย่างที่บอกไปว่า ราฟินญ่าค่อนข้างที่จะฉลาดยิงพอสมควร บางทียิงเล่นทางแบบ “เน้นๆ” มาก จนบอลมักจะเบียดเสา หนีมือโกลเข้าประตูไปอยู่เป็นประจำ

3.5 เซนส์ วิชั่น และไหวพริบ (Vision & Flair)

หัวข้อนี้สำคัญ สิ่งที่น่าสนใจมากๆของราฟินญ่า นั่นก็คือเซนส์ในการเล่นที่ดี เล่นฉลาด และไหวพริบดีมากๆในการเอาตัวรอดจากคูแข่ง และการจ่ายบอลทำเกมต่อให้เพื่อน

สิ่งหนึ่งที่เราคิดระหว่างดูก็คือ “จังหวะการเล่น” ของราฟินญ่าดีมากๆ ทั้งในจังหวะการพาบอลขึ้นหน้า และที่สำคัญ สิ่งที่ทำให้เขาสร้างสรรค์เกมรุกดีคือ การจ่ายบอลสุดท้าย ทำได้ดีมากๆ โดยจุดที่น่าสนใจคือ tempoการเล่นธรรมชาติของราฟินญ่า ดูไหลลื่นและเป็นอย่างที่ควรจะเป็น (เรียกว่าไทม์มิ่งก็ได้) ที่มันดียิ่งกว่านั้นคือเรารู้สึกว่า จังหวะการเล่นที่ไม่ใช้จังหวะเยอะมาก ถ้ามีช่องมีโอกาสก็จะเปิดหรือยิงทันที สิ่งนี้มันทำให้เรารู้สึกว่าtempoการเล่นของราฟินญ่าคล้ายกับ “บรูโน่” มากๆ

ถ้าให้เปรียบเปรยอีกตัวอย่างคือ เหมือนบรูโน่ในร่างปีกนั่นแหละ ที่เร็ว พริ้ว แต่ว่าลักษณะของจังหวะการเล่นเกมรุก คล้ายกันมากๆ เพราะงั้นไม่น่าแปลกใจหรอกว่าทำไมสองคนนี้มันเข้าขากันมากที่สปอร์ตติ้ง

จังหวะการเล่นเหมือนกันยังกะถอดมาจากพิมพ์เดียวกัน

ซึ่งนอกจากจังหวะแล้ว จินตนาการในการเล่นก็ดี และวิชั่น(Vision)ก็อยู่ในระดับดี ดังนั้นเขาจึงเป็นนักเตะระดับtop5ของพรีเมียร์ลีกที่สร้างสรรค์โอกาสยิงได้มากมายจริงๆ เพราะวิสัยทัศน์ในการเล่นสูง

4. “ทำไมแมนยูถึงควรซื้อRaphinha?”

นี่คือประเด็นสำคัญของบทความนี้ เราจะสรุปว่าทำไมราฟินญ่าจึงเป็นเป้าหมายที่เราเชียร์กันเหลือเกินว่าควรซื้อตัวนี้มาร่วมทีม เพราะในด้านของวิธีคิดแล้ว การเสริมทีมนั้น บางทีเราไม่จำเป็นต้องซื้อนักเตะราคาแพงที่เก่งมากๆมาเข้าทีมอย่างเดียวเสมอไป บางครั้งขอแค่เป็นนักเตะที่ซื้อมาแล้ว “เข้ากับแทคติกของทีม” ในแบบที่ผู้จัดการอยากได้นั้น ก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการเสริมทีม เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่เน้นทีมเวิร์ค ถ้าหาคนที่ลงล็อคกับระบบของทีมก็พอแล้ว

การดูว่าใครจะลงล็อคกับทีมหรือไม่ ก็แค่พิจารณาวิเคราะห์ว่า “ทีมขาดอะไรอยู่” และนักเตะผู้นั้นมีสิ่งที่เราขาดอยู่หรือไม่นั่นเอง

มีเหตุผลมากมายที่ทำให้เราต้องซื้อราฟินญ่าดังนี้

4.1 แมนยูไนเต็ดขาดปีกขวา

ข้อนี้ชัดเจนอยู่แล้ว ทีมเราไม่มี “ปีกขวาธรรมชาติ” ที่เป็นตัวหลักอยู่ในทีมเลย เพราะAmad Diallo ถือเป็นดาวรุ่งที่ยังไม่สามารถใช้งานแบบเต็มๆอย่างจริงจังได้ในตอนนี้ ต้องปั้นน้องต่อไปอีกสักสองปีถึงน่าจะขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญให้ทีมได้ ในขณะที่Facundo Pellistriเอง แม้จะได้โอกาสต่อเนื่องที่Alaves แต่ก็ยังต้องเก็บประสบการณ์อีกนาน

ในขณะที่ตัวปัจจุบันในทีม ไม่มีใครเล่นขวาเลย เพราะแดน เจมส์ ถนัดปีกซ้ายมากกว่า ในขณะที่ เมสัน กรีนวู้ด แม้น้องเป็น Forward ที่เล่นหน้าขวาได้ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ปีกขวาหรือกองหน้าขวาแบบธรรมชาติอยู่ดี เพราะยังไงๆน้องคือกองหน้าแบบ Central Forward มากกว่า

4.2 “แมนยูไนเต็ดขาดตัวสร้างสรรค์เกมรุก”**

ปัญหานี้สำคัญมากๆ หากใครติดตามการเล่นของทีมและวิเคราะห์แทคติกตลอดจะรู้ว่า ทีมเรามีตัวจบสกอร์อยู่เยอะมากๆ อย่างเช่นแรชฟอร์ด มาร์กซิยาล กรีนวู้ด สามตัวนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การจบสกอร์ล้วนๆ แต่ไม่มีใครมีสกิลการสร้งสรรค์เกมรุกที่ดีพอจะปั้นเพื่อน ปั้นเกมรุกให้เก่งๆได้ เพราะเป็นตัวจบทั้งนั้น

เพื่อที่จะทำให้กองหน้าเหล่านี้”มีโอกาส” ในการยิงเพิ่มขึ้น เราจึงควรซื้อนักเตะที่สร้างสรรค์เกมรุกดีๆให้กับทีม เพราะงั้นชื่อของซานโช่ กับ แฮรี่ เคน จึงขึ้นมาอยู่ในหน้าข่าวลิสต์เสริมทีม เพราะสองคนนี้ปั้นเกมรุกได้ดีมากๆ

หากซื้อตัวปั้นเข้ามา กองหน้าวัยรุ่นของทีมจะยิงกระจุยอย่างแน่นอน

4.3 ปีกขวาเท้าซ้ายตัดเข้าใน เหมาะกับเกมบุกที่ใช้แบ็คขวาoverlapด้านนอก

สาเหตุในข้อนี้เนื่องจากว่า แบ็คขวาตัวหลักของทีมเรานั้น อารอน วาน-บิสซาก้า เป็นแบ็คขวาเท้าขวา ที่ถนัดการเล่นโดยเท้าข้างถนัดเท่านั้น (right only) หากมีปีกขวาเท้าซ้ายสายตัดเข้ากลาง ก็จะทำให้แบ็คเติมได้สะดวกและง่ายขึ้น คล้ายๆกับกรณีแรชฟอร์ด-ลุค ชอว์ ทางซ้ายนั่นเอง

การที่มีเกมริมเส้นตัดเข้าในตัวนึง ออกวงนอกตัวนึง ทำให้คู่แข่งปิดได้ยากมากๆ

4.4 ประหยัดกว่าซานโช่เยอะ ราคาไม่แพง

เรายังไม่รู้ว่าซานโช่จนถึงตอนนี้ ดอร์ทจะลดราคาให้สักเท่าไหร่กันเชียว จะ90หรือ80m ก็ตามที ยังถือว่าเป็นมูลค่าที่สูงมากๆในภาวะโควิดเช่นนี้ ถ้าเป็นไปได้ เราไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุ่มขนาดหนักถึงเพียงนั้น แต่เรายังพอจะหาปีกขวาที่ต้องการได้ จากนักเตะแบบราฟินญ่าที่เป็นเหมือนของดีราคาถูก

แต่โชว์ฟอร์มขนาดนี้ ก็น่าจะแพงขึ้นมาหน่อยนึงแล้ว

ราคาประเมินของราฟินญ่าอยู่ที่25ล้านยูโร แต่เชื่อเถอะว่าถึงเวลาดีลจริงๆ อาจจะเป็น35-40ล้าน”ปอนด์” ก็ได้สำหรับราฟินญ่า

แต่ยังไงก็ยังถูกกว่าซานโช่ครึ่งต่อครึ่งอยู่ดีแหละ!

4.5 อายุน้อย และมีสปีดความเร็ว

ข้อนี้เรียกง่ายๆว่า เข้าแก๊ปโซลชานั่นเอง เนื่องจากราฟินญ่าอายุแค่24 ถือว่าน้อยมาก เหมาะแก่การซื้อเพื่ออนาคตในโปรเจ็คระยะยาวของผู้จัดการทีม และที่สำคัญคือ เกมของโซลชาในยุคนี้เป็นทีมที่ใช้ความเร็วในการเล่นมากๆ

นักเตะที่ขาดความเร็ว จะไม่มีโอกาสลงสนามในทีมเท่าไหร่นัก ยกตัวอย่างเช่นมาต้าเป็นต้น

เนื่องจากทีมเรามีความสามารถในการเล่นcounter-attackสูงมาก และอยู่ในระดับแนวหน้าอีกทีมนึงที่เด่นในเรื่องนี้ ดังนั้นการจะซื้อตัวรุกหลักเข้ามา จะต้องมีสปีดที่สูงพอจะเล่นเกมโต้กลับด้วย

4.6 แผนการเล่นแมนยู ซัพพอร์ต ราฟินญ่าอย่างมาก

แน่นอนว่า แผนหลักของแมนยูเล่นด้วยการใช้ตัวรุกสามคนในformation “4-2-3-1” ดังนั้นทีมจึงมีการใช้ตัวรุกด้านข้างในลักษณะของปีกเป็นการยืนพื้น ไม่ว่าจะปีกซ้ายหรือปีกขวา เขาจะได้ลงเล่นแน่ๆ

หลักๆราฟินญ่าน่าจะถูกใช้ในตำแหน่ง RW อย่างแน่นอน เพราะซ้ายมีแรชฟอร์ด จองที่เอาไว้แล้ว ส่วนกองหน้าปรับเอาเมสัน ไม้เขียว ไปสลับกับตาลุงคาวานี่ได้ในซีซั่นถัดไปถ้าลุงแกยังอยู่กับทีม หากมีformationการเล่นเพิ่มเติมที่บางครั้งปรับเป็น 4-3-3 ในสนาม ราฟินญ่าก็ยังลงเล่นในตำแหน่งตัวรุกทั้งสองฝั่งได้ หรือบางทีให้วิ่งป่วนตรงกลางก็ทำได้เช่นกัน

แผนอื่นๆถ้ามีความเป็นไปได้นั้น จากการที่เขามีทั้งความเร็วและความสามารถในการทำประตู ราฟินญ่าอาจจะถูกโอเล่ใช้ยืนหน้าคู่ในแผน 3-4-1-2 ได้ (คล้ายๆเมื่อก่อนบางครั้งที่จับเจมส์มาลง) หากว่าบางนัดเกิดมีการใช้หลังสามเกิดขึ้น จะทำให้ทีมมีมิติการเล่นที่หลากหลายมากกว่าเดิม

ในจุดนี้ถือว่าสำคัญ อย่างที่เกริ่นเอาไว้ว่า ราฟินญ่าเป็นปีกที่มีอิสระในการเล่นสูง เพราะเล่นได้ทั้งปีกซ้ายและปีกขวา ซึ่งนั่นสอดรับกับวิธีการของโอเล่ที่มักจะใช้ “แนวรุกที่เล่นกันอย่างอิสระ” ซึ่งสามารถสลับตำแหน่ง สร้างฟอร์มเกมบุกอิสระทุกทิศทางได้ เพราะงั้นการซื้อราฟินญ่าเข้ามา จะทำให้เราสามารถใช้เขาสลับตำแหน่งกับแรชฟอร์ดเมื่อไหร่ก็ได้ในเกมรุกริมเส้น ซึ่งสร้างความปวดกบาลให้คู่แข่งได้ดีมาก

4.7 “เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และเครื่องบัฟฟอร์มบรูโน่ แฟร์นันด์ส”

ข้อนี้ไม่ต้องอธิบายปูมหลังกันแล้วว่า สองคนนี้ซี้และเข้าขากันขนาดไหน เพราะบรูโน่เองยังออกมาพูดว่า ราฟินญ่าเป็นนักเตะที่เคมีเข้ากับเขาที่สุดแล้วระดับมองตาก็รู้ใจ อ่านทางกันและกันออกว่าจะทำอะไรช็อตไหน

สิ่งนี้แปลว่า หากซื้อราฟินญ่าเข้ามา จะทำให้การเล่นของบรูโน่มีคนที่ “ตามเซนส์ทัน” และเข้าขากันเป็นอย่างดีมากขึ้นอีกคนด้วย ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นแบบนั้น หลังจากเห็นฟอร์มการเล่น เราถึงรู้ว่าสองคนนี้เล่นจังหวะคล้ายกันมากๆในด้านการตัดสินใจ วิชั่นการเล่น

เหมือนแม้กระทั่งความไม่เนียนของภาคการเล่น(ฮา) ที่บรูโน่เองก็จ่ายบอลไม่เนี้ยบเป๊ะๆเหมือนป็อกบา ราฟินญ่าก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน อย่างที่เทียบกัน วัดกับนานี่ นานี่ยังเนียนกว่าเยอะ แต่การตัดสินใจที่โบ๊ะบ๊ะ เข้ากันได้พอดีเป๊ะๆ

นอกจากด้านการเล่นฟุตบอลแล้ว การซื้อเพื่อนซี้ของบรูโน่มาเข้าทีมได้ จะส่งผลต่อความรู้สึกของนักเตะอย่างแน่นอน หากว่ามีเพื่อนสนิทย้ายมาร่วมทีม มันจะช่วยให้บรูโน่ตัดสินใจฝากอนาคตไว้กับทีมได้ง่ายขึ้นมากกว่าการอยู่คนเดียวถ้ามีซี้อยู่เป็นเพื่อน

ยกตัวอย่างง่ายๆใครเคยเล่นพวกFootball Manager คงจะเจอสถานการณ์ที่นักเตะunhappyเกิดขึ้นในทีม เพราะดันทะลึ่งไปขาย”เพื่อนสนิท”ของนักเตะคนนั้นออกจากทีม

และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวในภาพรวมของ “Raphinha” ปีกขวาเท้าซ้ายตัดเข้าใน ตัวรุกจอมแพรวพราวของลีดส์ยูไนเต็ด ที่เกมนัดแรกของซีซั่นนี้เขาได้ “2แอสซิสต์” จากเตะมุมไปเข้าหัวCooperโหม่งเข้าไปในลูกแรก และเป็นคนรับบอลยาวจากทางซ้าย แปะให้Dallasยิงไกลสุดสวยอีกครั้งในลูกที่สองของลีดส์

ทำให้ราฟินญ่า กลายเป็นนักเตะคนแรกที่มาเล่นเป็นทีมเยือนแมนยู และสามารถแอสซิสต์ได้คนเดียวสองครั้ง นับตั้งแต่ Tony Hibbert ของเอฟเวอร์ตันทำไว้กับเรา ในเกมแมนยูเสมอกับเอฟเวอร์ตัน 4-4 ในปี2012 (และนัดนั้นทำให้เราโดนซิตี้ทำคะแนนแซงคว้าแชมป์ลีกในนาทีทดเจ็บสุดท้าย)

ไม่ว่า “สงครามดอกกุหลาบ2021” ภาค2 จะจบลงด้วยผลอย่างไรในอาทิตย์นี้ ราฟินญ่าจะเป็นเป้าหมายปีกขวาที่น่าจับตามองมากๆในเกมนี้ ที่แฟนผีและscoutของทีมก็ถือโอกาสนี้เช็คฟอร์มหมอนี่ไปเลยในตัว เพราะกระแสข่าวการซื้อปีกขวาของแมนยูในนาทีนี้ ถือว่าข่าวของราฟินญ่านั้นมาแรงมากๆ

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก่อนเบื้องต้นก็คือ ราฟินญ่านั้นแม้ว่าตอนนี้อาจจะยังไม่ใช่ปีกระดับท็อปคลาส แต่เขาก็มีศักยภาพที่จะพัฒนาตัวเองได้ เพราะเอาจริงๆอย่างที่เขียนไปว่า ความสามารถของเขาอยู่ในขั้นที่ดีมากๆหลายอย่าง แต่ถ้าเทียบกับนักเตะระดับท็อปนั้น ก็แน่นอนว่าเจดอน ซานโช่ ดูจะโหดกว่าอยู่แล้ว การเล่นหลายๆอย่างก็ยังไม่เนี้ยบพออย่างที่เปรียบเทียบไว้ว่า ดูทรงแล้วนานี่ยังอาจจะดูเก่งกว่า

แต่ถ้าเรามองในแง่ของการที่ซื้อมาเพื่อที่จะให้เข้ากับ “แทคติก” ของทีมนั้น ถือว่าราฟินญ่ามีทุกสิ่งที่เราขาดอยู่จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์เกมรุก การเล่นทางฝั่งขวาได้อย่างธรรมชาติ การแบ่งเบาภาระทำประตู รวมถึงหลายๆอย่างที่เข้ากับเกมการเล่นของทีม ทั้งความเร็ว และการเข้าขากันกับคนคุ้นเคยอย่างบรูโน่เป็นต้น

เขาจะเป็นนักเตะที่ซื้อมาเข้ากับแทคติกของทีมได้อย่างดีทีเดียว โดยที่ไม่ต้องเสียเงินมหาศาลในการลงทุนแต่อย่างใด ซึ่งนี่จะเป็นของดีที่คุ้มค่าอย่างแน่นอนหากดึงมาร่วมทีม

มีหลายๆคนสงสัยว่า หากดีลนี้จะเกิดขึ้น มีโอกาสสูงมากๆที่ทางลีดส์ยูไนเต็ด จะยื่นข้อเสนอในการขอซื้อ “แดเนียล เจมส์” แนบมาด้วยในครั้งนี้ เพราะน้องเจมส์ก็เป็นเป้าหมายของลีดส์มานานแล้วเช่นกัน อย่างที่เราทราบกันดี เพราะบิเอลซ่าชอบนักเตะขยันๆแบบนี้และมีมิติที่สุดโต่ง น่าจะเอาไปปรับใช้ในแทคติกบางอย่างได้

ถามว่า ถ้าลีดส์ขอแลกแดนเจมส์ กับ ราฟินญ่า เอามั้ย?

ส่วนตัวขอบอกตรงนี้ว่า ถ้าลีดส์จะแลก ต้องแลกกันแบบ 1ต่อ1 โดยตรงเลย และถ้าจะเพิ่มเงินก็ไม่ควรเกิน10m เพราะแดนเจมส์เองก็เป็นสมบัติของแมนยูไนเต็ดที่มีโอกาสพัฒนาไปได้ไกลเช่นกัน แม้หลายๆคนจะบอกว่า ราฟินญ่าเก่งกว่าเยอะก็ตาม แต่ความทุ่มเทและความเร็วของเจมส์ เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ เพราะตอนนี้ก็เริ่มที่จะพัฒนาให้เห็นแล้ว

นอกจากนี้ในแง่ของsquad depthนักเตะตำแหน่งWinger แมนยูมีผู้เล่นปีกน้อยมากๆ การเล่น”ปีก” ตัวริมเส้นแบบจริงๆจังๆ เราก็มีแค่แดเนียล เจมส์คนเดียวเท่านั้น ส่วนแรชฟอร์ด กรีนวู้ด เป็นกองหน้าริมเส้นที่ส่วนมากจะหุบเข้ากลางซะมากกว่าขึงเกมด้านกว้าง

หากแมนยูได้ราฟินญ่าเข้ามาอีกตัว โดยที่ไม่ต้องเสียเจมส์ไป จะทำให้เรามี “Wingerธรรมชาติ” ที่ใช้งานได้จริงๆอยู่สองคน Raphinha & James รวมกับพวกแก๊งค์ Inside Forward ที่เป็นไฮบริดอีกสามคนอย่างกองหน้า3M Marcus Mason Martial มันจะทำให้ตัวรุกริมเส้นของทีมสามารถมีตัวสลับกันลงได้ถึง5คนเต็มๆ และหมุนไปยืนกองหน้าได้ด้วย

แบบนี้Squad Depthของตัวรุกทีมเราจะแน่นสุดๆ พอๆกับปริมาณเชิงลึกในแดนกลางของทีม ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ ไม่ควรจะต้องแลก แต่เอาเงินก้อนไปสู่ขอราฟินญ่ามาเลยน่าจะดีกว่า แล้วก็เก็บเจมส์ไว้ใช้ด้วยในเวลาเดียวกัน จึงจะดีที่สุดหากเป็นไปได้

แต่ถ้าลีดส์ยืนยันจะเอาให้ได้จริงๆ เราอาจจะต้องจำใจยอมแลกราฟินญ่ากับเจมส์

เพราะอย่างที่บอกว่าตอนนี้การเล่นของราฟินญ่าดูดีกว่าในแง่ของการสร้างสรรค์เกมรุกที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพมากกว่าน้องเจมส์ที่ใช้ความเร็วเล่นเกมสวนกลับเป็นหลัก และแกดันไปเก่งในด้านความขยันและเกมรับของทีมซะมากในการเป็นDefensive Winger

เพราะฉะนั้น ใครคือนักเตะที่ตอบโจทย์การทำเกมรุกสำหรับแมนยูมากกว่ากัน ก็คงจะชัดว่า”ถ้าเธอต้องเลือก”จริงๆ จะเลือกใคร ก็คงจะต้องเลือกราฟินญ่าที่พร้อมใช้มากกว่าอยู่แล้ว

ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากข้อดีทั้งหมดของตัวนักเตะ และเหตุผลที่สนับสนุนว่าทำไมแมนยูไนเต็ดจึงควรซื้อเขานั้น ผู้อ่านจะเห็นได้ว่าหมอนี่เข้าแก๊ปกับเราอย่างมากจริงๆ บางครั้งการทุ่มเงินก้อนมหาศาลกับนักเตะคนเดียวอาจจะเป็นการเสี่ยงเกินไปก็ได้ การกระจายความเสี่ยงด้วยการซื้อ “ของดีราคาถูก” แต่ว่าเข้าแก๊ปกับทรงทีม และตรงสเป็คในสิ่งที่ทีมขาด ก็เพียงพอแล้วสำหรับการจะซื้อนักเตะคนนึงเข้ามาในทีม แทงบอลออนไลน์

นี่เป็นปัญหาใหญ่
นี่เป็นปัญหาใหญ่ หลังจากที่มูรินโญ่โดนเดอะชาร์จเจอร์มูรินโญ่โดนพรีเมียร์ลีกไล่ออก แม้ในโลกฟุตบอลทุกวันนี้ทุกอย่างหมุนเร็ว โดยเฉพาะในโลกโซเชียลหลังจากที่ทีมงานชอบผลงานแย่ ๆ สื่อก็เปิดฉากโจมตีได้ทันที
แน่นอนว่านี่เป็นหนึ่งในแรงกดดันในการทำงานของผู้จัดการทุกคน แม้ว่าสโมสรจะพยายามไม่สนใจก็ตาม แต่เมื่อพูดถึงเสียงของแฟน ๆ ที่สนับสนุนทีมในบางครั้งสิ่งนี้ไม่สามารถปฏิเสธได้ ดังนั้นการจัดการฟุตบอลจึงกลายเป็นงานที่ยากที่สุดอย่างหนึ่ง ผลการแข่งขันกลายเป็นมาตรฐานในการวัดความสำเร็จหรือความล้มเหลว
ยิ่งสโมสรสูงเท่าไหร่เงินเดิมพันก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น การทำงานของผู้จัดการทีมก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าเมื่อคุณเป็นผู้จัดการทีมที่มีชื่อเสียงของทีม ใคร ๆ ก็อยากได้หมายถึงโอกาสในการทำงานมากมาย ความเสี่ยงที่จะถูกไล่ออกก็สูงเช่นกัน แม้ว่าบางครั้งนี่จะไม่ใช่ภาพสะท้อนของฝีมือ แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นนี่คือห้าอันดับแรกของนักฟุตบอลที่ถูกไล่ออกหลายครั้งในอาชีพของพวกเขา
โชเซ่ มูรินโญ่

จำนวน : 4 ครั้ง

กุนซือเจ้าของฉายา “เดอะ สเปเชียล วัน” ผู้โด่งดังและประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ตลอดเส้นทางอาชีพ กวาดแชมป์มามากมายชนิดที่ไม่ใช่ว่าใครจะทำก็ได้

แน่นอนว่าชื่อเสียงมาพร้อมกับเส้นทางในการคุมทีมกับสโมสรใหญ่ และการคุมสโมสรใหญ่นี่แหละก็คืองานที่เสี่ยงกับการโดนไล่ออกเมื่อไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่บอร์ดบริหารคาดหวัง

โชเซ่ มูรินโญ่ เปลี่ยน เชลซี ให้กลายเป็นสโมสรหัวแถวของยุโรปแม้ว่าจะมีพลังเงินของ โรมัน อบราโมวิช ก็ตาม แต่ก็ต้องให้เครดิตในเรื่องฝีมือด้วย

ด้วยบุคลิกที่มีความ “แข็ง” ในแบบยอมหักไม่ยอมงอถึงทำให้มีปัญหาอยู่เสมอ หลังประสบความสำเร็จกับ อินเตอร์ มิลาน ก็มุ่งสู่ เรอัล มาดริด กับ 3 ปีในรั้งซานติอาโก้ เบร์นาเบว แค่แชมป์ลา ลีกา, โกปา เดล เรย์ และ ซูเปร์โกา เดล เรย์ อย่างละสมัยไม่เพียงพอกระทั่งต้องแยกย้ายกันไป แม้รายงานว่าตกลงใจกันทั้งสองฝ่าย แต่เชื่อว่าโดนปลดนั่นแหละ เพียงแต่ไม่อยากให้ดูรุนแรงเกินไป

กระทั่งการกลับมาคุม “สิงห์บลูส์” คำรบสองในปี 2013 กระที่ปี 2015 กับผลงานแพ้ 9 จาก 16 เกม สุดท้ายไปไม่รอด แต่ด้วยความเป็นยอดโค้ช แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้ามารับช่วงต่อ แม้จะประสบความสำเร็จแต่ในแง่ของสไตล์การเล่นโดนวิจารณ์อย่างหนัก กระทั่งโดนปลดเมื่อเดือนธันวาคม 2018 และเป็น โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คุมทีมจนถึงปัจจุบัน

ล่าสุดกับ สเปอร์ส ที่ทำงานแทนที่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2019 แต่ยังไม่ทันพาทีมไปถึงไหนก็โดยนปลดเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หมดโอกาสพาทีมลุ้นแชมป์คาราบาว คัพที่อุตส่าห์พาทีมเข้าถึงเกมชิงชนะเลิศกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในวันอาทิตย์นี้

แซม อัลลาไดซ์

จำนวน : 5 ครั้ง

หนึ่งในกุนซือที่มีประสบการณ์มากที่สุดของวงการณ์ลูกหนังอังกฤษ แม้ที่ผ่านมาจะไม่ได้คุมทีมใหญ่อะไรมากมายนัก แต่ก็คุมทีมระดับกลางถึงล่างต่อกรกับทีมใหญ่ได้ดีทีเดียว

นับตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพ “บิ๊กแซม” คุมทีมมามากกว่า 10 สโมสร ที่ทีมที่สร้างชื่อให้กับเจ้าตัวก็คือการคุม โบลตัน ที่เอาบรรดาแข้งอายุเยอะมาผสมกันจนกลายเป็นตัวแสบที่เล่นงานบรรดาทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษในข่วงปี 1999-2007

แต่หลังจากนั้นเส้นทางคุมทีมก็เจอกับความยากลำบากตั้งแต่ นิวคาสเซิ่ล ในปี 2007-08 ต่อด้วย แบล็คเบิร์น ในปี 2008-10 ลงเอยด้วยการโดนปลดจากตำแหน่งไป หลังจากที่สมัยเริ่มต้นอาชีพก็เจอเรื่องนี้มาแล้วในปี 1991 ที่รับบทผู้เล่น-ผู้จัดการทีมที่ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ย้อนไปเมื่อปี 1991 ต่อด้วย แบล็คพูล ในปี 1997

หนล่าสุดที่โดนปลดจากตำแหน่งคือตอนคุมทีมชาติอังกฤษที่คุมทีมได้แค่เกมเดียว อยู่ในตำแหน่งแค่ 2 เดือนเศษแล้วโโนคดี “เทปลับ” เรื่องรับสินบนจนสุดท้ายโดนปลดไป

ปัจจุบันกำลังทำภารกิจนำ เวสต์บรอมวิช เพื่ออยู๋รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีกต่อไปให้ได้ แฟนๆอย่าลืมเอาใจช่วยกัน

รอย ฮ็อดจ์สัน 

จำนวน : 5 ครั้ง

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในกุนซือที่มีประสบการณ์มากที่สุดคนหนึ่งของโลก ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมมานานกว่า 40 ปี ปัจจุบันในวัย 73 ปีแล้วแต่ยังคงอยู่คุมทีมข้างสนาม

รอย ฮ็อดจ์สัน ผ่านการคุมทีมมาแล้วทั้งสโมสรระดับล่างไปจนถึงทีมระดับท็อปทั้ง อินเตอร์ มิลาน, ลิเวอร์พูลม แบล็คเบิร์น, อูดิเนเซ่, บริสตอล ซิตี้, มัลโม่ และอีกมากมาย หรือจะในระดับทีมชาติก็เคยคุม สวิตเซอร์แลนด์ม ยูเออี รวมถึงทีมชาติอังกฤษมาแล้ว

และเมื่อคุมทีมมานาน โอกาสโดนไล่ออกก็มาตามไปด้วย โดยครั้งแรกย้อนไปเมื่อปี 1998 สมัยคุม แบล็คเบิร์น ตามด้วย อูดิเนเซ่ ในปี 2001

จากนั้นในปี 2007 ตอนคุมทีมชาติฟินแลนด์ก็โดนปลดจากตำแหน่ง จนกระทั่งตอนคุม “หงส์แดง” ก็อยู่ได้แค่ปีเดียวก่อนแยกทางกันไป ปิดท้ายที่ทีม “สิงโตคำราม” ที่ในยูโร 2016 ที่ทีมผ่านรอบแบ่งกลุ่มไปอย่างกระท่อนกระแท่น แถมดันไปแพ้ ไอซ์แลนด์ ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายแบบพลิกล็อกจนโดนวิจารณ์อย่างหนัก สุดท้ายก็ตกเก้าอี้ไป

คาร์โล อันเชล็อตติ

จำนวน : 5 ครั้ง

นี่เป็นปัญหาใหญ่

อีกนหึ่งกุนซือมากฝีมือที่ได้รับการยอมรับไปทั่ววงการลูกหนัง รวมถึงประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพทั้งสมัยที่เป็นนักเตะและผู้จัดการทีม

โดยเฉพาะงานผู้จัดการทีมทุกที่ที่ไปล้วนแล้วแต่ต้องมีแชมป์ติดมืออยู่เสมอ แต่ว่านั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะโดนปลดจากตำแหน่งไม่ได้

คาร์โล อันเชล็อตติ รับงานคุมทีมระดับแนวหน้าครั้งแรกที่ ยูเวนตุส ในปี 1999 แต่ระยะเวลาปีครึ่งหลังมีแค่ถ้วยอินเตอร์โตโต้ คัพซึ่งแน่นอนว่าสำหรับ “ม้าลาย” มันไม่พอจนไม่รอด แต่ไม่ถึงปีก็รับงานคุม เอซี มิลาน แทนที่ ฟาติห์ เตริม ที่ผลงานห่วยแตำก และที่นี่เองเทรนเนอร์ชาวอิตาเลี่ยนพาทีมกวาดแชมป์มากมายจนเป็นที่สร้างชื่อเสียงขึ้นมา

หลัง 8 ปีในรั้วซาน ซีโร่ก็เดินทางมารับงานในต่างแดนกับ เชลซี ในปี 2009 ซึ่งแค่ปีแรกก็พาทีมคว้า “ดับเบิ้ลแชมป์” ทั้งพรีเมียร์ลีกและเอฟเอ คัพ แต่ในปีที่สองในเกมสุดท้ายของซีซั่นที่สิ้นเสียงนกหวีดไม่ทันไรก็โดนปลดจากตำแหน่งไป

จากนั้นมาคุม ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แต่ไม่เวิร์คจนขอแยกทางกับสโมสรและไปคุม เรอัล มาดริด แทน โชเซ่ มูรินโญ่ โดยสองปีกับทีมได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกและโกปา เดล เรย์ รวมถึงสโมสรโลกและยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ แต่สุดท้ายทาง ฟลอเรนติโน่ เปรเซ ก็ประกาศปลดจากตำแหน่ง

สุดท้ายกับ บาเยิร์น มิวนิค ก็อยู่คุมทีมได้เพียงปีนิดๆก็โดนปลดหลังเกมโดน เปแอสเช ถล่มในบอลยุโรป 0-3 ในช่วงต้นซีซั่นที่สอง โดยมีรายงานว่านักเตะในห้องแต่งตัวไม่เอา อันเชล็อตติ แต่ในซัมเมอร์ 2018 ก็มาคุม นาโปลี ในบ้านเกิดอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็อยู่คุมทีมได้ฤดูกาลครึ่งเท่านั้นและโดนปลดแม้ว่าจะพาทีมชนะ เกงค์ 4-0 ในบอลยุโรป

เคลาดิโอ รานิเอรี่

จำนวน : 8 ครั้ง

นี่เป็นปัญหาใหญ่

อีกหนึ่งกุนซือผู้คร่ำหวอดกับวงลูกมานานเกือบ 50 ปีตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะจนถึงตอนนี้ก็เป็นผู้จัดการทีมมานานกว่า 35 ปีแล้ว

แน่นอนว่าสโมสรดังในยุโรปมากมายผ่านมือ เคลาดิโอ รานิเอรี่ มาหมดทั้ง นาโปลี, บาเลนเซีย, แอตเลติโก มาดริด, เชลซี, ยูเวนตุส, อินเตอร์ มิลาน, โรม่า, โมนาโก และ เลสเตอร์ ซิตี้

ผลงานชิ้่นโบว์แดงคงหนีไม่พ้นการนำ เลสเตอร์ ซิตี้ จากทีมนอกสายตามากๆผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษในปี 2015/16 จนเรียกเสียงฮือฮาไปทั่วแดนผู้ดี

แต่นั่นก็เป็นแชมป์สูงสุดของลีกเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นที่เจ้าตัวทำได้ ส่วนที่เหลือก็เป็นการคว้าแชมป์บอลถ้วยอย่าง โคปปา อิตาเลีย, โกปา เดล เรย์ หรือ อินเตอร์โตโต้ คัพเท่านั้น หรือในลีกรองอย่าง กัลโช่ เซเรีย บี, กัลโช่ เซเรีย ซี หรือลีก เดอซ์ ฝรั่งเศส

หนแรกที่โดนไล่ออกเกิดขึ้นสมัยคุม นาโปลี ตามด้วยการคุม เชลซี ที่เพิ่งตกถังข้าวสารจากการเทคโอเวอร์ของ โรมัน อบราโมวิช รวมถึงที่ บาเลนเซีย, ยูเวนตุส, อินเตอร์ มิลาน และ โมนาโก ด้วย

ก่อนมาได้แชมป์ลีกกับ เลสเตอร์ ก็คุมทีมชาติกรีซ ก็โดนไล่ออกเช่นกัน ซึ่งหนล่าสุดก็ตอนคุม “สุนัขจิ้งจอก” นี่แหละในปีหลังจากที่ได้แชมป์ผลงานของทีมตกต่ำและเสี่ยงต่อการตกชั้นจนต้องมีการเปลี่ยนแปลงนำมาซึ่งการโดนปลดจากตำแหน่งนั่นเอง

ปัจจุบันคุม ซามพ์โดเรีย ในบ้านเกิดมาตั้งแต่ปี 2019 โดยปีนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหากับการอยู่รอดปลอดภัยแบบไม่ต้องดิ้นรนอะไรนัก

แทงบอลออนไลน์

Leicester 

Leicester

Leicester ทัพ จิ้งจอก เสี่ยงต่อการแพ้ 3 นัดติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก เป็นครั้งแรก ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019 โดย 7 จาก 9

นัดที่พวกเขาแพ้ในลีกฤดูกาลนี้ เกิดขึ้นที่คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

กุนซือ เบรนแเดน ร็อดเจอร์ส คาดว่าจะได้ ริคาร์โด้ เปเรยร่า ฟูลแบ็กจอมบุกที่มีปัญหาเล็กน้อยที่น่องกลับมาฟิตทันเวลาสำหรับเกมนี้

อย่างไรก็ตาม ในรายของ เจมส์ จัสติน (เข่า), ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ (เข่า) และ เวส มอร์แกน (หลัง) ยังคงชวดเหมือนเดิม

West Bromwich

เดอะ แบ็กกี้ส์ มีลุ้นเอาชนะได้ 3 เกมติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่เคยทำสถิติสโมสรคว้าชัย 4 นัดติดในเดือนพฤศจิกายน ปี 2012

กุนซือ แซม อัลลาร์ไดซ์ ได้ เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนลส์ กองกลางที่ยืมมาจาก อาร์เซน่อล รีเทิร์นกลับมาซ้อมได้แล้วในสัปดาห์นี้ หลังจากมีอาการบาดเจ็บข้อเท้า

ในรายของ ไคล์ บาร์ทลี่ย์ ก็หายจากอาการบาดเจ็บน่องแล้วเหมือนกัน และคาดว่าจะสามารถเป็นตัวเลือกในเกมนี้ได้

11 players as expected

Leicester (3-4-1-2) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – เวสเล่ย์ โฟฟาน่า, จอนนี่ อีแวนส์, ชาลาร์ โซยุนชู – ทิโมธี คาสตาญ, วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้, ยูริ ตีเลมันส์, ริคาร์โด้ เปเรยร่า – เจมส์ แมดดิสัน – เคเลชี่ อิเฮียนาโช่, เจมี่ วาร์ดี้

 

West Bromwich (4-4-1-1) : แซม จอห์นสตัน – ดาร์เนลล์ เฟอร์ลอง, ดารา โอเช, ไคล์ บาร์ทลี่ย์, คอเนอร์ ทาวน์เซนด์ – แม็ตต์ ฟิลลิปส์, โอคาย โยคุสลู, เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์ ไนลส์, คัลลั่ม โรบินสัน – มาเตอุส เปเรยร่า – เอ็มบาย ดียาญ

ผู้ตัดสิน : แอนดี้ แมดลี่ย์

คืนวันพฤหัสบดี ที่ 22 เมษายน 2564 แทงบอลออนไลน์

ฟลอเรนตีโน่ เปเรซ
ฟลอเรนตีโน่ เปเรซ

ฟลอเรนตีโน่ เปเรซ เอ่ยว่าบรรดา 6 สโมสรของอังกฤษที่เพิ่งประกาศแยกตัวกับ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ ลีก

ไม่สามารถทำการถอนตัวเพราะความเป็นจริงแล้วทีมเหล่านั้นติดเรื่องสัญญาที่เพิ่งเซ็นลงไปนั้นเอง

ซูเปอร์ ลีก ประกาศตัวว่าได้ทำข้อตกลงกับ 15 สโมสรจาก 3 ประเทศในการจัดตั้งลีกเมื่อช่วงดึกวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ส่งผลให้มีกระแสต่อต้านจากแฟนบอล ซึ่งหลังจากนั้นสโมสรต่างๆ เริ่มถอนตัวออกไป

โดยเฉพาะ 6 ทีมจากอังกฤษที่ประกอบไปด้วย อาร์เซน่อล, เชลซี, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

และ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่โดนแฟนบอลต่อต้านอย่างมากจนต้องประกาศถอนตัวและขอโทษแฟนบอลของพวกเขา

อย่างไรก็ตามแต่ เปเรซ ในฐานะประธานเรอัล มาดริด และประธานของอีเอสแอลย้ำว่าตามความเป็นจริงแล้วทีมที่ถอนตัว

ออกไปไม่สามารถทำได้เพราะมีสัญญาที่ผูกมัดซึ่งแต่ละทีมได้ทำข้อตกลงร่วมกัน”พวกเขา (แฟนบอล) คิดผิดทั้งหมด”

เปเรซ กล่าวเมื่อถูกถามกรณีที่แฟนบอลคิดว่า ซูเปอร์ ลีก ได้จบลงไปแล้ว

“ผมไม่คิดว่า (ทีมอื่นๆ) ถอนตัวออกไปแล้ว มันเป็นสิ่งที่ชัดเจนในสัญญาว่าคุณไม่สามารถถอนตัวออกไปได้ คนส่วนใหญ่ที่มีส่วนร่วมเป็นผู้อำนวยการที่รู้จักโลกใบนี้

“มีหนึ่งในกลุ่มของทีมจากอังกฤษที่ไม่สนใจเรื่องนี้เท่าไหร่ ผมจะไม่บอกว่าทีมไหน ผมคิดว่านี้จะกลายเป็นเรื่องที่ถูกแพร่ออกไป

ผู้อำนวยการเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนอเมริกัน บางทีจาก เอ็นเอฟแอล และ เอ็นบีเอ พวกเขาถอนตัวออกไปเพราะบรรยากาศ แทงบอลออนไลน์

ในเกมเมื่อวันอังคารก่อนหน้านี้

ในเกมเมื่อวันอังคารก่อนหน้านี้

ในเกมเมื่อวันอังคารก่อนหน้านี้ เชลซี ขึ้นไปติดท็อปโฟร์อีกครั้งแบบยิ้มได้ไม่เต็มกำลังที่หลังทำได้แค่เสมอ ไบรท์ตัน 0-0 เชลซี เลือกแผนไร้หน้าเป้าธรรมชาติอีกนัดเมื่อใช้ ไค ฮาแวร์ตซ์ ค้ำข้างหน้า แล้วก็มี คริสเตียน พูลิซิช กับ ฮาคีม ซิเย็ค คอยสนับสนุน ส่วน ไบรท์ตัน มี เลอันโดร ตรอสซาร์ นำแนวรุกร่วมกับ แดนนี่ เวลเบ็ค

เริ่มเกมมานาที 17 เป็นจังหวะลุ้นของ เชลซี เมื่อ จอร์จินโญ่ไหลบอลให้ คริสเตียน พูลิซิช หมุนตัวยิงด้วยซ้าย แต่บอลหลุดกรอบนิดเดียว 

อีก 3 นาทีต่อมา แนวรับ ไบรท์ตัน ออกบอลพลาด จอร์จินโญ่ ดักได้ก่อนแทงให้เพื่อนและก็จบด้วยการยิงของ ไค ฮาแวร์ตซ์ ในเขตโทษ แต่ก็ยังติดเซฟของ โรเบิร์ต ซานเชซ นายทวาร ไบรท์ตัน

ไบรท์ตัน พยายามต่อบอลสู้จนทำให้รูปเกมกลับมาบี้กันมันส์แถวแนวกลาง จังหวะลุ้นประตูจึงไม่มากนัก

นาที 36 ไบรท์ตัน ลองลุ้นยิงไกลจาก เลอันโดร ตรอสซาร์ แต่ก็ไม่ผ่านมือ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ก่อนจบครึ่งแรกที่สกอร์ 0-0

ครึ่งหลัง รูปเกมของ เชลซี ยังไม่อาจจะกดดัน ไบรทตัน ได้เท่าที่ควร ทำให้ช่องทางลุ้นประตูมีน้อย

เข้าสู่ช่วง 15 นาทีสุดท้าย โธมัส ทูเคิ่ล ต้องเปลี่ยนเอา โอลิวิเยร่์ ชิรูด์ ลงมาแทน ฮาคีม ซิเย็ค

เชลซี เกือบจะโดนเมื่อในนาที 77 แนวรับ เชลซี พลาดโดนฉกก่อนเป็น อดัม ลัลลาน่า ลากเข้าเขตโทษก่อนยิงด้วยซ้ายระยะ 14 หลา แต่ว่าบอลก็ลอยหลุดกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

ไบรท์ตัน คงจะได้อีกครั้งในนาที 80 จากการเสียบอลหน้าเขตโทษเหมือนเดิมของ เชลซี ก่อนเป็น แดนนี่ เวลเบ็ค ได้ปั่นด้วยขวาเน้นๆ บอลพุ่งหนีมือ เกปา ไปแล้ว แต่ว่าบอลก็ชนเสาอย่างจัง

หลังจากนั้นไม่มีประตูเกิดขึ้นมีเพียงใบแดงในช่วงทดเจ็บของ เบน ไวท์ แนวรับไบรท์ตันที่ได้เหลืองสองหลังเตะ แทมมี่ อบราฮัม ของ เชลซี ทำให้จบเกม เชลซี ทำได้เพียงเสมอ ไบรท์ตัน 0-0 แต่ก็เลื่อนขั้นไปติดท็อปโฟร์อีกครั้งด้วยการมีคะแนนเท่ากับ เวสต์แฮม แต่ประตูได้-เสียดีกว่า

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เชลซี : เกปา อาร์ริซาบาลาก้า  อันเดรียส คริสเตนเซ่น, คัวร์ท ซูม่า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์ – รีซ เจมส์, เมสัน เมาท์, จอร์จินโญ่, มาร์กอส อลอนโซ่ – คริสเตียน พูลิซิช, ฮาคีม ซิเย็ค – ไค ฮาแวร์ตซ์

ไบรท์ตัน : โรเบิร์ต ซานเชซ – เบน ไวท์, ลูอิส ดังค์, อดัม เว็บสเตอร์ – โยเอล เฟลท์มัน, ปาสกาล โกรสส์, อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์, อีฟส์ บิสซูม่า, แดน เบิร์น – เลอันโดร ตรอสซาร์, แดนนี่ เวลเบ็ค

ผู้ตัดสิน : สจ๊วร์ต แอ็ตต์เวลล์ แทงบอลออนไลน์

โชเซ่ มูรินโญ่

โชเซ่ มูรินโญ่ โดนไล่ฟ้าผ่าก็มากมายลบข่าวสาร ซูเปอร์ลีก ซะมิด

โชเซ่ มูรินโญ่ โดนไล่ฟ้าผ่าก็มากมายลบข่าวสาร ซูเปอร์ลีก ซะมิด สเปอร์ส ใจดำใช้ได้เลยที่ไล่ มูรินโญ่ ออกก่อนที่เขาจะพาทีมลงชิงถ้วยคาราบาว คัพ กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ เวมบลีย์ เพียง 6 วัน แม้กระนั้นจริงๆ ไก่ มีเกมกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ศึกพรีเมียร์ลีกที่ ลอนดอน แทรกอยู่ในวันพุธด้วยครับ

ซึ่ง “เฮียเหม่ง” ดาเนี่ยล เลวี่ ตัดสินใจไล่ออกกระทันหันแบบนี้นับว่าเซอร์ไพรส์เลยน้าแมวนึกว่าจะรอคอยให้ชิงลีก คัพ จบก่อนหรือไม่ก็ให้ปิดฤดูกาลก่อน โดยต้นเหตุนั้นตอนต้นจากวงในสโมสรออกมาว่า เฮียมูไม่เอาซูเปอร์ลีกที่ สเปอร์ส จะเข้าร่วมจนปฏิเสธการคุมทีมซ้อมแล้วก็โดนไล่ แต่ต่อมาเป็นเพราะ เลวี่ แกตั้งใจจะไล่ เฮียมู ออกเลย ไม่เกี่ยวกับซูเปอร์ลีกแต่อย่างใด

น้าแมว เคยเขียนไปหลายทีแล้วครับว่าไล่ก็ดีไม่ไล่ก็ดี เนื่องจากบารมีที่เขาสั่งสมมาตลอดอาชีพที่ปรึกษาก็ควรได้รับเกียรติให้คุมทีมจนหมดสัญญาในกลางปีหน้า แต่ไล่เลยก็ดีเพราะอย่างที่เห็นว่า เฮียมู ตกยุคทำ สเปอร์ส เล่นเกมรับ ซึ่งไม่ถูกคอนเซ็ปของสโมสรอย่างแรง

แนวทางการทำผลงานให้ออกมาเละเทะยังไม่น่าผิดหวังกับพฤติกรรมและคำพูดที่เฮียมูทำกับลูกทีม สเปอร์ส ครับ เขามักจะโยนขี้ให้กับนักบอลและไม่มีการปกป้องแต่อย่างใด อย่างนี้จะไปได้ใจนักเตะมั้ยล่ะ

จากนี้ไปน้าแมวเชื่อว่า เฮียมู แกจะหางานยากนะ เพราะกับทั้ง เชลซี, แมนฯยูฯ และ สเปอร์ส เราจะเห็นว่าเขามีปัญหากับนักเตะมาโดยตลอด ใครจะกล้าไปจ้างล่ะทีนี้

ส่วน “ผู้จัดการคนใหม่” ของ สเปอร์ส ก็ต้องตามกันนาทีต่อนาทีเลยครับ ในชณะที่น้าแมวเขียนงานนี้อยู่ก็ผ่านไปราว 2 ชั่วโมงครึ่งแล้วล่ะที่ เฮียมู โดนไล่เนี่ย ปรากฏว่าราคาของ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ แข็งมากๆ เป็นเต็ง 1 โดนหั่นจาก 7-2 เหลือ 5-2 แล้ว

เป็น นาเกลส์มันน์ ที่ปรึกษาชายหนุ่มไฟแรงก็ดี เนื่องจากว่าเขามีดีเอ็นเอของกุนซือ “เกมรุก” เหมือนอย่างที่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ มี ซึ่งจะเหมาะกับธรรมชาติของ สเปอร์ส มากกว่า เรื่องอายุที่เพิื่งจะ 32 ปีก็อาจไม่ถึงกับเป็นปัญหาอะไรนัก

แต่ว่าคนที่น้าแมวอยากได้จริงๆเลยก็คือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ครับ ราคาตอน 19.05 น.ของวันจันทร์เป็นเต็ง 2 ที่ตัวเลข 6-1

ร็อดเจอร์ส ก็เป็นกุนซือที่ทำบอลบุกได้ดีดูเขาทำ สวอนซี, ลิเวอร์พูล และ เลสเตอร์ บอกเลยว่าเข้าตามาก เขาน่าจะเหมาะกับ สเปอร์ส มากกว่า นาเกลส์มันน์ ด้วยซ้ำ ที่สำคัญทำบอลอังกฤษในพรีเมียร์ลีกมาแล้วตั้ง 3 ทีมไม่ต้องปรับตัวเหมือนกับ นาเกลส์มันน์

แต่ถ้าหากว่าเป็น นาเกลส์มัน ก็โอเค บางทีอาจจะดีเหมือนกับที่ เชลซี ได้ โทมัส ทูเคิ่ล ก็ได้

ในขณะนี้ก็เป็น ไรอัน เมสัน ที่รักษาการณ์ไปก่อน เมสัน อดีตมิดฟิลด์ ไก่เดือยทอง ต้องเลิกเล่นฟุตบอลก่อนวัยอันควร หลังจากกระโหลกศีรษะร้าว เดี๋ยวเราจะได้เห็นผลงานของเขากัน

ร้านพูลบางแห่งก็กวนส้นมือดีอย่างยิ่ง ไปเปิดราคาที่ปรึกษาคนใหม่ของ สเปอร์ส ให้มี โซล แคมป์เบลล์ รวมอยู่ด้วย อัตราเป็น 100-1 ฮ่า ฮ่า ฮ่า ! แทงบอลออนไลน์