ประวัติความเป็นมาและต้นกำเนิดของ
ประวัติความเป็นมาและต้นกำเนิดของ

ประวัติความเป็นมาและต้นกำเนิดของ บาคาร่า มีความเป็นมาอย่างไร ? วิธีการเล่น เกมส์พนันยอดนิยมและเก่าแก่ที่สุดในโลก

ต้นกำเนิดเกมส์ไพ่บาคาร่าในยุคจีนโบราณและจักรวรรดิโรมัน

ประวัติความเป็นมาและต้นกำเนิดของ แม้ว่าเกมส์ไพ่บาคาร่าจะเป็นเกมส์พนันยอดนิยมและเก่าแก่ที่สุดในโลก แต่ต้นกำเนิดจริงๆของเกมส์ไพ่บาคาร่าไม่ชัดเจนนัก ซึ่งจากบันทึกทากประวัติศาสตร์แบบลายลักษณ์อักษรในยุคศตวรรษที่ 19 ระบุว่ามีเกมส์ไพ่ชนิดหนึ่งจากระเทศจีนซึ่งมีรูปแบบและวิธีการเล่นที่คล้ายคลึงกับเกมส์ไพ่บาคาร่า นั่นก็คือเกมส์ไพ่นกกระจอกจีน (Chinese Pai Gow) โดยในสมัยนั้นเกมส์ไพ่นกกระจอกจีนจะใช้กระเบื้องแผ่นในการเล่น และ 9 คือแต้มไพ่สูงสุดเช่นเดียวกับเกมส์ไพ่บาคาร่า แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าเกมส์ไพ่บาคาร่ามีต้นกำเนิดมากจากเกมส์ไพ่นกกระจอกจากประเทศจีนหรือไม่

อีกข้อสันนิฐานหนึ่งเกี่ยวกับต้นกำเนิดของเกมส์ไพ่บาคาร่าคือน่าจะมาจากยุคโรมัน โดยรูปแบบการนับแต้มของเกมส์ไพ่บาคาร่านั้นคล้ายคลึงกับพิธีกรรมหนึ่งในสมัยโรมันโบราณ นั่นก็คือหญิงพรมจารีจะโยนลูกเต๋าเสี่ยงทาง ซึ่งแต้ม 8 หรือ 9 นั้นหมายถึงมหาปุโรหิต 6 หรือ 7 หมายถึง ปล่อยตัวหญิงสาวพรมจารี แต่ถ้าแต้มที่ออกมาต่ำกว่านั้นหมายถึงหญิงพรมจารีคนนั้นจะต้องเดินลงทะเลแล้วจมน้ำตาย แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าเกมส์ไพ่บาคาร่ามีต้นกำเนิดมาจากพิธีกรรมนี้และมีอีกหนึ่งข้อโต้แย้งคือเกมส์ไพ่บาคาร่าใช้ไพ่ ไม่ได้ใช้ลูกเต๋าในการเล่น ถึงกระนั้นก็มีอีกหนึ่งข้อสันนิฐานเกี่ยวกับต้นกำเนิดของเกมส์ไพ่บาคาร่าซึ่งเกี่ยวข้องกับการเดินทางกลับของมาร์โค โปโล (Marco Polo) บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศอิตาลีในยุคศตวรรษที่ 13 จะเป็นอย่างไรบ้าง มาดูกัน

 

จุดเริ่มต้นเล็กๆในประเทศอิตาลี

คำว่า “การเล่นไพ่บนโต๊ะ” ปรากฎขึ้นครั้งแรกในภาษาฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1330s ใช้อธิบายกิจกรรมสันทนาการเพื่อความบันเทิง โดยจะใช้แท่นพิมพ์ที่มีรูปวาดต่างๆที่วาดด้วยมือในการเล่น ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีไพ่หรือการ์ด โดยแท่นพิมพ์หรือบล็อกที่ใช้เล่นจะเป็นบล็อกไม้แกะสลักที่มีตราประทับซึ่งคล้ายคลึงกับไพ่นกกระจอกที่เล่นในสมัยจีนโบราณ Marco Polo คือผู้ที่คิดค้นแท่นพิมพ์ไพ่ขึ้นมาครั้งแรกในปี ค.ศ.1290 โดยครั้งแรกจะมีอยู่ 78 แท่งด้วยกัน หลังจากนั้นการเล่นไพ่โดยใช้แท่นพิมพ์ก็ได้รับความนิยมและแพร่ขยายมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงคาดว่าเกมส์ไพ่บาคาร่าน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากที่เดียวกัน

แต่ก็มีอีกข้อสันนิษฐานหนึ่งที่ว่าเกมส์ไพ่บาคาร่าน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี เพราะรูปแบบวิธีการเล่นเกมส์ไพ่บาคาร่านั้นคล้ายคลึงกับเกมส์ไพ่ทาโร่ (Tarrochi) ในปี ค.ศ. 1300 แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าเกมส์ไพ่บาคาร่ากับเกมส์ไพ่ทาโร่นั้นมีต้นกำเนิดเดียวกัน

เฟลิกซ์ กัยแยร์ (Felix Falguiere) นักพนันชาวอิตาลีผู้ที่คิดค้นวิธีการเล่นเกมส์ไพ่บาคาร่าอีกหนึ่งเวอร์ชั่นโดยดัดแปลงมาจากเกมส์ไพ่ทาโร่ นักพนันหลายรายติดใจรูปแบบและวิธีการเล่นอย่างมากส่งผลให้เกมส์ไพ่ที่นายเฟลิกซ์คิดค้นขึ้นมาเป็นที่นิยมและแพร่หลายไปตามคาสิโนต่างๆในประเทศอิตาลีลามมายังคาสิโนในประเทศมาเก๊าและถูกเรียกขนานนามว่า ‘เกมส์ไพ่บาคาร่าอิตาลี’

นอกจากนี้ จากการบันทึกทางประวัติศาสตร์ระยุว่ามีเกมส์ไพ่อีกเกมส์หนึ่งซึ่งมีรูปแบบวิธีการเล่นที่คล้ายคลึงกับเกมส์ไพ่บาคาร่านั่นก็คือเกมส์เลอเฮอ ประวัติความเป็นมาและต้นกำเนิดของ (Le Her) โดยเกมส์ไพ่เลอเฮอนั้นมีแต้มอยู่ 13 แต้ม ผู้เล่นที่ได้ไพ่แต้มใหญ่ที่สุดที่ใกล้เคียง 13 แต้มคือผู้ชนะ แต่มีข้อแตกต่างจากเกมส์ไพ่บาคาร่าคือผู้เล่นสามารถแลกเปลี่ยนไพ่กันได้

ในศตวรรษที่ 19 มีอีกหนึ่งข้อสันนิษฐานว่าเกมส์ไพ่บาคาร่ามีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศสเนื่องจากกฎกติกาในเกมส์ไพ่บาคาร่านั้นคล้ายคลึงกับกฎเกมส์ไพ่ Vingtet-un ของประเทศฝรั่งเศสที่ระบุไว้ในหนังสือ Hoyle หนังสือรวบรวมกฎและวิธีการเล่นเกมส์ไพ่ต่างๆ นอกจากนี้ กฎของเกมส์ไพ่บาคาร่ายังคล้ายคลึงกับกฎในเกมส์ไพ่แบล็คแจ็คที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศสเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ในหนังสือ Hoyle ฉบับปี ค.ศ.1911 มีกฎที่แตกต่างจากเกมส์ไพ่บาคาร่าหลายกฎ อีกทั้งยังมีการแยกประเภทเกมส์ไพ่บาคาร่าหลายเวอร์ชั่นอีกด้วย เช่น บาคาร่าบาค (Banque Baccarat) และ บาคาร่าเชอมองเดอเฟอร์ (Chemin de Fer)

 

เกมส์ไพ่บาคาร่าคือค่านิยมหนึ่งของคนรวยในประเทศฝรั่งเศส

เกมส์ไพ่บาคาร่าถือว่าเป็นเกมส์พนันเกมส์หนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศฝรั่งเศสอย่างมาก และคุณรู้รือไม่ว่าเกมส์ไพ่บาคาร่าถูกเผยแพร่โดยทหารฝรั่งเศสในช่วงปี ค.ศ.1490 หลังเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศฝรั่งเศสและประเทศอิตาลีที่จตุรัส Le République ซึ่งเกมส์ไพ่บาคาร่าได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูง เช่น ขุนตาง ราชวงศ์ต่างๆ โดยเกมส์ไพ่บาคาร่าในสมัยนั้นมีอยู่ 2 เวอร์ชั่นด้วยกันคือไพ่บาคาร่า Deux Tableux และไพ่บาคาร่า Chemin de Fer จากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุการณ์อื้อฉาวครั้งใหญ่ในปีค.ศ. 1837 โดย Louis Phillip หนึ่งในราชวงศ์ของประเทศฝรั่งเศสที่มีส่วนพัวพันกับเกมส์ไพ่บาคาร่า เพราะเกมส์พนันในสมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงอย่างมากในยุโรป

อีกหนึ่งข้อสันนิษฐานคือ คำว่า ‘Chemin de Fer’ ในภาษาฝรั่งเศสนั้นหมายถึง ‘ทางเหล็ก’ หรือ ‘รางรถไฟ’ ผู้เชี่ยวชาญบางคนจึงคาดว่าเกมส์ไพ่บาคาร่าน่าจะมาจากประเทศฝรั่งเศส เพราะเกมส์ไพ่บาคาร่าเป็นที่นิยมอย่างมากตั้งแต่ปีค.ศ.1832 ในยุคที่ฝรั่งเศสเปิดตัวนวัตกรรมใหม่อย่างเ็นทางการนั่นก็คือ ‘รถไฟ’ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่สามารถหาหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกมส์ไพ่บาคาร่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศสจริงๆ ถึงกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเกมส์ไพ่บาคาร่าบาค (Banque Baccarat) คือเกมส์ไพ่บาคาร่ารุ่นเวอร์ชั่นที่เก่าแก่ที่สุด เพราะเกมส์ไพ่บาคาร่าบาคมีกฎในการนับแต้มคล้ายคลึงกับเกมส์คณิตศาสตร์ของ Charles Van-Tenac ผู้ที่คิดค้นเกมส์วิเคราะห์แต้มไพ่ 13 หน้าและได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือในสมัยนั้น

 

ข้อสันนิษฐานว่าเกมส์ไพ่บาคาร่าน่าจะมาจากอเมริกา

อีกหนึ่งข้อสันนิษฐานคือเกมส์ไพ่บาคาร่าน่าจะมีต้นกำเนิดมากจากสหรัฐอเมริกา เพราะเอกสารระบุไว้ว่าเกมส์ไพ่บาคาร่าได้ถูกเล่นครั้งแรกในปีค.ศ.1911 ในคาสิโนที่ลาสเวกัส ซึ่งเอกสารนี้เขียนโดยนักเขียนผู้มีนามว่าจอห์น คาร์เน (John Carne) สตีฟ ฟอร์ท (Steve Forte) และนักเขียนคนอื่นๆที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเกมส์พนันและได้รับการยอมรับในสมัยนั้น และอีกหนึ่งข้อสันนิษฐานว่าเกมส์ไพ่บาคาร่าน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากสหรัฐอเมริกาเพราะมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในปี ค.ศ.1871 ได้กล่าวถึงเกมส์ไพ่บาคาร่าและนิตยสาร New York Times ก็มีคอลัมน์ที่กล่าวถึงการเล่นเกมส์ไพ่บาคาร่าและเกมส์รูเลทที่คลับเฮาส์ใน Long Branch นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งบทความในนิตยสาร New Your Times ในปีค.ศ.1899 ที่ระบุถึงการจับกุมชาวฝรั่งเศส 30 คนที่แอบลักลอบเล่นเกมส์ไพ่บาคาร่าในนครนิวยอร์ก จากนั้นไม่นาน เกมส์ไพ่บาคาร่าได้แพร่ขยายไปทั่วอเมริกาอย่างรวดเร็วในต้นปี ค.ศ.1900 และในปีค.ศ.1911 John Scarne นักเขียนชาวอเมริกันได้เขียนบทความเกี่ยวกับการละเล่นเกมส์ไพ่บาคาร่าในกลุ่มบริกรชาวอเมริกันในบุคสงครามโลกคร้งที่หนึ่งและได้เขียนถึงเกมส์พนันที่น่าเล่น ทั้งเกมส์ไพ่แบล็คแจ็ค เกมส์น้ำเต้าปูปลา พร้อมระบุว่าไม่มีเกมส์พนันเกมส์ใดสนุกเท่ากับเกมส์ไพ่บาคาร่าอีกแล้ว

 

บันทึกเล่มแรกเกี่ยวกับไพ่บาคาร่าในอเมริกา

นอกจากหลักฐานเกมส์ไพ่บาคาร่าที่ปรากฎในนิติยสาร New York Times แล้วอีกหนึ่งข้อสันนิษฐานว่าเกมส์ไพ่บาคาร่าน่าจะมาจากสหรัฐอเมริกาเพราะว่ามีการร่างกฎหมายพระราชบัญญัติที่ว่าด้วยการพนันในปี ค.ศ.1931 ว่าจะมีการถอดถอนเกมส์พนันที่ได้รับอนุญาตซึ่งเกมส์นั้นมีชื่อว่าเกมส์ไพ่ Chemin de Fer ที่มีชื่อแบบเดียวกับเกมส์ไพ่บาคาร่าอีกหนึ่งเวอร์ชั่นนั่นก็คือเกมส์ไพ่ Chemin de Fur Baccarat อย่างไรก็ตาม เกมส์ไพ่บาคาร่าก็ยังได้รับความนิยมมาเรื่อยๆจนกระทั่งในปี ค.ศ.1959 ได้ถือกำเนิดเกมส์ไพ่บาคาร่าอีกหนึ่งเวอร์ชั่นที่คิดค้นและดัดแปลงโดย ทอมมี่ เรซอนนี่ (Tommy Rezoni) นักพนันชาวอเมริกันผู้คิดค้นเกมส์ไพ่บาคาร่าพันโต บาโค (Punto Baco) และเริ่มเล่นครั้งแรกในคาสิโน ที่ลาสเวกัส จากนั้นก็ได้แพร่ขยายมายังอาร์เจนตินา อังกฤษและออสเตรเลีย

 

การปรากฎตัวครั้งแรกของเกมส์ไพ่บาคาร่าในลาสเวกัส

ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ.1959 เกมส์ไพ่บาคาร่าพันโต บันโค (Punto Banco) ได้ถูกเล่นบนโต๊ะคาสิโนในลาสเวลาครั้งแรกและได้หยุดชะงักในช่วงบ่ายเพราะว่าคาสิโนได้ขาดทุนให้กับผู้เล่นกว่าล้านเหรียญสหรัฐฯ และดูเหมือนว่าเกมส์ไพ่บาคาร่าไม่อาจทำกำไรให้กับเจ้าของบ่อนเท่าไหร่นัก คาสิโนหลายแห่งจึงหยุดให้บริการเกมส์ไพ่บาคาร่า จนกระทั่งปี ค.ศ.1970 คาสิโนหลายแห่งจึงเลือกเปิดให้บริการเกมส์ไพ่บาคาร่าแก่ผู้เล่นที่รวย กระเป๋าหนักและเป็นคนดังเท่านั้น โดยมีโซนพิเศษสำหรับเล่นเกมส์ไพ่บาคาร่าเพียง 15 โต๊ะในแต่ละคาสิโนเท่านั้น

 

เกมส์ไพ่บาคาร่าและความนิยมในปัจจุบันนี้

เกมส์ไพ่บาคาร่าเวอร์ชั่นแรกๆที่เล่นที่ลาสเวกัสในปี ค.ศ.1960 นั้นค่อนข้างจะแตกต่างกับเกมส์ไพ่บาคาร่าในปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมส์ไพ่บาคาร่าพันโต บันโค (Punto Banco) เพราะเกมส์ไพ่บาคาร่าเวอร์ชั่นเก่าจะไม่มีการเดิมพันแบบเสมอ จะมีแค่ชนะหรือแพ้เท่านั้นและใช้เงินสดในการเล่น จากนั้นไม่นานในปี ค.ศ.1970 ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการเล่นเกมส์ไพ่บาคาร่าโดยมีการแลกเงินเป็นชิปเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เล่น ถึงกระนั้น โดยรวมแล้วเกมส์ไพ่บาคาร่าในยุคนั้นกับปัจจุบันดูเหมือนว่าจะไม่แตกต่างกันเท่าไหร่

อีกหนึ่งข้อแตกต่างของเกมส์ไพ่บาคาร่าในสมัยก่อนกับปัจจุบันนี้คือ เกมส์ไพ่บาคาร่าปัจจุบันนี้คาสิโนตามที่ต่างๆจะใช้สาวๆสวยๆมาเป็นเจ้ามือตามโต๊ะเพื่อถึงดูดความสนใจของผู้เล่น โดยเฉพาะการนำสาวๆมาเป็นเจ้ามือนั้นเป็นที่นิยมอย่างมากในคาสิโนแถบเอเชีย เพราะสาวๆสวยๆสามารถเพิ่มชีวิตชีวา ความสนุกและความตื่นเต้นของเกมส์ได้

 

เกมไพ่บาคาร่า เรียกได้เลยว่า เป็นเกมพนันอีกหนึ่งชนิด ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศฝรั่งเศส และ เกมบาคาร่า ได้ถูกเผลแพร่โดยทหารฝรั่งเศส หลีงได้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศฝรั่งเศส และ ประเทศอิตาลี ซึ่งเกมไพ่บาคาร่านั้น ได้รับความนิยมในหมู่คนชั้นสูง เช่น ขุงตาง ราชวงศ์ต่างๆ เพราะเกมไพ่ในสมัยนั้น จะมีอยู่ 2 เวอร์ชั้นด้วยกัน คือ ไพ่บาคาร่า Deux Tableux และ ไพ่บาคาร่า Chemin de Fer แล้วหลังจากนั้น ก็ได้เกิดเหตุการณ์อื้อฉาวครั้งใหญ่ในปี ค.ศ 1832 โดยท่าน หลุยส์ ฟิลปป์ หนึ่งในราชวงศ์ของประเทศฝรั่งเศสที่มีส่วนพัวพันกับเหมไพ่บาคาร่า เพราะว่าเกมพนันในสมัยนั้น เรียกได้ว่า เป็นเรื่องมี่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงเป็นอย่างมากในยุโรป และ ยังมีอีกหนึ่งข้อสันนิษฐาน

ผู้เชี่ยวชาญบางคนได้คาดการณ์ว่า เกมไพ่บาคาร่าน่าจะมาจาก ประเทศฝรั่งเศส เพราะว่าบาคาร่านั้นเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ปี ค.ศ.1832 เมื่อในยุคที่ฝรั่งเศสเปิดตัว นวัตกรรมตัวใหม่อย่างเป็นทางการ และ นั่นก็คือ รถไฟ แต่ถึงอย่างนั้น ทางเราก็ยังไม่สามารถหาหลักฐานได้อย่างแน่ชัดว่า เกมไพ่บาคาร่านั้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศสจริงๆ ทางผู้เชียวชาญมั่นใจว่าเกมไพ่บาคาร่ารุ่นเก่าแก่ที่สุด เพราะว่าเกมบาคาร่านั้นมีกฎการนับแต้ม ที่มีความคล้ายคลึงกับคณิตศาสตร์ของ Charles Van-Tenac คือผู้ที่คิดค้นเกมวิเคราะห์แต้มไพ่ 13 หน้า และ ได้มีการตีพิมพ์เป็นหนังสือในยุคสมัยนั้นอีกด้วย

 

วิธีการเล่นบาคาร่า

ปัจจุบันบาคาร่าเป็นเดิมพันที่มีผู้นิยมเล่นเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสะดวก และใช้เวลาไม่นานสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเล่นก็มีวิธีการทำความเข้าใจที่ไม่ยากซึ่งมีพื้นฐานใกล้เคียงกับเกมไพ่ป็อกเด้งที่เล่นกันทั่วไป ในส่วนของบาคาร่าออนไลน์นั้นจะแบ่งการทำความเข้าใจเป็นสองส่วนได้แก่ ก่อนเข้าหน้าเล่น และภายในหน้าเล่น

ก่อนเข้าหน้าเล่น
เมื่อท่านฝากเงินเข้าระบบเป็นที่เรียบร้อยแล้วให้ทำการเช็คยอดเงินก่อนทุกครั้งหากพบว่ายอดเงินไม่ตรงให้ทำการรีเฟรช หรือติดต่อพนักงานทันทีจากนั้นให้คลิ๊กเข้าสู่เว็บเดิมพันเมื่อเข้าไปแล้วจะมีบาคาร่าออนไลน์หลากหลายค่ายให้ท่านได้เลือกเล่น และจะมีส่วนที่ท่านต้องสังเกตุดังนี้ รหัสสมาชิกเข้าใช้งาน และยอดเงินเดิมพัน ถัดลงมาจะมีให้ท่านเลือกเล่นระหว่างบาคาร่าออนไลน์คลาสสิค และบาคาร่าออนไลน์ประกันภัย โดยผู้เล่นจะอยู่ที่หน้าบาคาร่าออนไลน์คลาสสิคเป็นหน้าเริ่มต้นอยู่แล้ว จากนั้นท่านจะสังเกตุเห็นว่ามีโต๊ะบาคาร่าออนไลน์อยู่หลายโต๊ะ ให้ท่านเลือกโต๊ะที่ต้องการได้ตามอัธยาศัย แต่สำหรับผู้ที่มีความชำนาญในการเล่นอยู่แล้วก็จะมีเทคนิคในการเลือกโต๊ะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยเพิ่มเข้ามา จากนั้นให้คลิ๊กที่ปุ่มเพลย์

ภายในหน้าเล่น
ในส่วนรายละเอียดบนโต๊ะบาคาร่าจะเป็นเรื่องการผลตอบแทนผลกำไรที่ลูกค้าจะได้รับซึ่งแตกต่างกันออกไป ในเบื้องต้นหากลงเดิมพันที่เพลเยอร์ท่านจะได้รับผลกำไรหนึ่งต่อหนึ่งหรือก็คือเมื่อท่านลงเดิมพันหนึ่งร้อยบาทท่านจะได้รับสองร้อยบาทซึ่งเป็นจำนวนเงินทุนรวมกำไร ขณะที่หากท่านลงเดิมพันที่แบ็งเกอร์ท่านจะได้รับผลกำไรในอัตราส่วนหนึ่งต่อศูนย์จุดเก้าสิบห้า ซึ่งนั่นก็คือหากท่านลงเดิมพันหนึ่งร้อยบาทท่านจะได้รับหนึ่งร้อยเก้าสิบห้าบาทถ้วนในส่วนเงินห้าบาทที่หายไปจะเป็นค่าธรรมเนียมบาคาร่าออนไลน์ซึ่งเป็นกฎกติกาสากล ในส่วนจำนวนเงิน และชิปเดิมพันผู้เล่นก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสะดวกด้วยเช่นกัน ในส่วนองค์ประกอบสำคัญที่นักเล่นให้ความสำคัญและเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดกลยุทธ์การเล่นก็คือเค้าไพ่ ท่านจะพบว่าการออกไพ่ในแต่ละตาจะมีรูปแบบที่ซ้ำๆกันซึ่งรูปแบบการออกไพ่ก็จะมีการตั้งชื่อที่แตกต่างกันออกไป นี่คือรูปแบบการกำหนดกลยุทธ์การเล่นอีกแบบหนึ่งดังตัวอย่างต่อไปนี้ การออกไพ่สลับกันไปมาเรียกว่าเค้าไพ่ปิงปอง การออกไพ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต่อเนื่องตั้งแต่สี่ตาขึ้นไปเรียกว่าเค้าไพ่มังกร หากเรียนรู้เค้าไพ่เหล่านี้ให้เข้าใจได้จะทำให้การเล่นบาคาร่าออนไลน์ของท่านมีความสนุก และเพิ่มโอกาสในการทำไรมากขึ้น

 

วิธีนับแต้มไพ่บาคาร่า

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมคำว่า Baccarat ถึงอ่านว่า บาคาร่า ทั้งๆที่มีตัว ‘t’ อยู่ท้ายสุด เพราะ ‘t’ นั้นหมายถึง ‘ศูนย์’ เช่นเดียวกับแต้มไพ่บาคาร่าแต้มต่างๆเรียงมาตั้งแต่ 10, แจ็ค, แหม่ม, คิงและอื่นๆตามมา โดยไพ่แต้ม 10 มีค่าเท่ากับศูนย์ และการนับแต้มไพ่จะเอาแค่ 2-9 เท่านั้น สมมุติว่ามีไพ่ 3 ใบในมือ 4-9-5 ตามลำดับ แต้มไพ่ทั้งหมดจะเท่ากับ 8 หรือ 18 ลบด้วย 10 เพราะเลข 10 มีค่าเท่ากับ 0

เล่นบาคาร่า ได้เงินจริง
1.เทคนิคการดูเค้าไพ่หลังเสมอ การแทงไพ่เค้าคู่เสมอ เป็นการแทงไพ่ที่ให้เราสังเกตเค้าไพ่ที่มีสถิติการออกก่อนหน้านี้ โดยไพ่ที่ออกก่อนหน้านี้ ต้องเป็นการออกเสมอติดกันยาวๆ 4-5 ตา เช่น ไพ่ออกลักษณะเป็น 10 J / 10K /Jk/ QJ นั้นเอง หากออกลักษณะนี้ติดกัน ให้เราลงแทงที่คู่เสมอได้เลย รับรองว่าได้อย่างแน่ๆ และมีผลกว่า 70-85% ในการเอาชนะบาคาร่า

2.การดูเค้าไพ่ พนันออนไลน์ รูปแบบคู่ รูปแบบคี่ ก็คือเค้าไพ่ที่มีลักษณะการออกที่เป็นทั้งคู่และคี่ เช่น PPPP อันนี้คือไพ่เค้าคู่ แต่ถ้า BBB ชนะ เรียงกันอันนี้คือไพ่เค้าคี่นั้นเอง เป็นเค้าไพ่ที่มีการชนะ ที่มี 2 ลักษณะ หากเราเจอเค้าไพ่แบบไหน ให้เราแทงตามเค้าไพ่นั้นได้เลย

3.เทคนิคการดูเค้าไพ่แบบ 3 แถว เป็นการดูเค้าไพ่ยอดนิยมมากเช่นกัน โดยการสังเกตเค้าไพ่นี้ก่อนการแทง ให้เราสังเกตเค้าไพ่ 3 แถว ก่อนหน้านี้ ว่าตัวหน้าสุด คืออะไร หลังจากนั้นให้เราแทงตามตัวนั้นไปได้เลย

4.การตามเค้าไพ่คู่ เป็นการเล่นที่ต้องอาศัยหลักในการเล่น โดยลงวางที่เค้าไพ่ที่มีการชนะเลขคู่ เช่น ฝั่งไหนมีการชนะ 2 4 6 8 ให้เราลงแทงที่ Player ได้เลย นั้นเอง มันจะมีโอกาสการชนะได้ถึง 98%

5.การตามแบบเค้าไพ่ปิงปอง เป็นการ เล่นบาคาร่า ที่มีการตามเค้าไพ่ปิงปิง ที่มีลักษณะเค้าไพ่ที่เป็นการชนะ แบบออกสลับกันไปมา เค้าไพ่นี้ถือเป็นเค้าไพ่ที่อ่านง่ายที่สุด และมีโอกาชนะได้ง่ายมากที่สุดเช่นกัน

6.การตามแบบเค้าไพ่มังกร เป็นเค้าไพ่ที่มีการอ่านเค้าไพ่ที่ง่าย เป็นเค้าไพ่ยอดนิยมอย่างสูงมาก เพราะถือว่าเป็นเค้าไพ่ที่ทำเงิน ให้กับผู้เล่นได้มากเช่นกัน และเป็นเทคนิคที่มีผู้เล่นเข้าใช้มากที่สุด

7.เทคนิคการพนันออนไลน์ ดูเค้าไพ่ 2 ตัด 1 เป็นเทคนิคการเล่นที่ผู้เล่นควรจำเป็นจะต้องรู้ก่อนว่า เค้าไพ่ก่อนหน้านี้เป็นเค้าไพ่แบบไหน และมีลักษณฯะการเล่นอย่างไรกันบ้าง เช่น ถ้าฝั่งใดฝั่งหนึ่ง มีการชนะ 2 ครั้ง ตาที่สามให้เราเลือกลงตามฝั่งที่มีการชรนะได้่เลยนั้นเอง

 

กติกาเล่น บาคาร่า
  • ไพ่ 9 แต้ม หรือ ป๊อก 9 มีค่าใหญ่ที่สุดในบาคาร่า
  • ไพ่ 8 แต้ม หรือ ป้อก 8 ใหญ่รองลงมาจากป๊อก9
  • ไพ่ J ,Q ,K มีค่าเท่ากับ 10 (ถ้าเปิดมาออกคู่กัน 2 ใบ หรือ 3 ใบ จะเท่ากับ 0 แต้ม )
  • ไพ่บาคาร่า แต้มรวมคะแนนจะสุดแค่ที่ 9 แต้ม หากรวมเป็น 10 คะแนน จะถือว่าเท่ากับ 0 แต่ถ้าหากรวมกันได้ตั้งแต่ 11 แต้มขึ้นไป จะนับเอาเฉพาะแค่จำนวนเลขหน่วย เช่น ไพ่ 5 + ไพ่ 9 จริง ๆได้ 14 แต่ สำหรับบาคาร่านั้น นับแค่ 4 แต้ม
  • หากแต้มรวมของไพ่มีค่าน้อยกว่า 5 แต้ม ทางดีลเลอร์จะทำการจั่วไพ่ขึ้นมาเพิ่ม และถ้าสมมุติจั่วขึ้นมาทำให้ไพ่มีค่าน้อยลงไปกว่าแต้มเดิม หรือ น้อยกว่าอีกฝั่ง ในส่วนนี้อีกฝั่งก็จะชนะทันทีโดยที่ไม่ต้องจั่วเพิ่ม ยกเว้นแต่ว่าอีกฝ่ายมีแต้มน้อยกว่า 5 ก็จะต้องเพิ่มขึ้นมาเพื่อวัดกันอีกที
  • ถ้าเปิดออกมา ไพ่มีค่า 5 เท่ากัน จะถือว่าเสมอ ไม่จั่วเพิ่ม
บาคาร่าคืออะไร 

เกมที่ชื่อว่าบาคาร่า มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี ช่วง ค.ศ. 1400 โดยชายนักพนันที่ชื่อว่า Felix Falguiere เขาได้เรียกเกมนี้ว่า baccarat ในภาษาอิตาลีแปลว่า 0 เนื่องจากหน้าไพ่ที่เป็นเลข 10 กับหน้าไพ่ที่เป็น J, Q, K นั้นมีค่าเท่ากับ 0

เป็นเวลานานหลายศตวรรษที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่า บาคาร่า ที่พวกเขารู้จัก เป็นเกมสำหรับคนชนชั้นสูงเท่านั้น ด้วยการเล่นที่ต้องใช้กระดานสำหรับเล่นบาคาร่า และดีลเลอร์ (คนแจกไพ่) ภายในห้องพิเศษที่ปิดเงียบ ประดับด้วยม่านกำมะหยี่ ผู้เล่นนั่งบนเก้าอี้บุหนังแบบพรีเมี่ยม เพื่อให้ผู้เล่นได้มีสมาธิกับเกมที่มีเทคนิคการเล่นหลายรูปแบบ

ก่อนที่บาคาร่าจะกลายเป็นที่โด่งดังโดย Ian Fleming เขาได้เรียนรู้วิธีการเล่นบาคาร่าและได้สร้างตัวละครที่เป็นเซียนบาคาร่าอย่าง James Bond ด้วยท่าทีที่ดูเท่ตลอดเกมการเล่นจนทำให้หลายคนที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วอยากเล่นตามตัวละคนเอกของเรื่อง

ซีรี่ย์จีน น่าดู
ซีรี่ย์จีน น่าดู

ซีรี่ย์จีน น่าดู สนุกครบรส ไม่ว่าจะหลากหลายแนว ดูกันแบบหยั่งรากลึกลงโซฟา ดูหนังออนไลน์ บอกเลยว่าวงการซีรีย์เนี่ยอย่าได้เหยียบเท้าเข้ามาในวงการนี้ เพราะเข้ามาแล้วถอนตัวออกยาก สายซีรีย์เกาหลีที่ว่าปังปุริเย่ดังพลุแตก ปรอทแตก เรตติ้งสูง หลายเรื่อง มาเจอซีรีย์ของพี่จีนแผ่นดินใหญ่ไปเรียกว่าแต่ละวัน แต่ละวันโหยหา กลับบ้านแทบจะไม่อยากลุกออกจากโซฟา

Forever Lover บอกว่ารักแล้วไม่คืนคำ

ประเภทซีรีย์ : รัก โรแมนติก

ปีที่ฉาย : 2020

จำนวนตอนซีรีย์ : 28

เรื่องย่อ : เรื่องราวความรักที่ค่อยๆเติบโตขึ้นของพระเอกและนางเอก ในโรงเรียนช่วงมัธยมปลาย เซี่ยงหานจือ (นางเอก) เป็นหน้าตาสะสวยและการเรียนดี ส่วนหวังอันอวี่ (พระเอก) มีนิสัยดื้อรั้นเกเร ก็เป็นอัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์ แต่โชคไม่ดีที่ทางบ้านลมละลายเพราะโรงงานไฟใหม้ ทำให้เขาต้องพยายามที่จะทำงานเพื่อจุนเจือตัวเอง ในวัยมัธยมหวังอันอวี่ปลอมตัวเป็นครูสอนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ เซี่ยงหานจือมีข้อข้องใจคิดว่าหวังอันอวี่เป็นมิจฉาชีพ เธอจึงทดสอบหวังอันอวี่ โดยการตั้งโจทย์คณิตศาสตร์ยากๆ เพื่อทดสอบความสามารถของหวังอันอวี่ แต่หวังอันอวี่ก็สามารถแก้โจทย์ทั้ง 3 วิธีได้ เซี่ยงหานจือจึงให้หวังอันอวี่สอนพิเศษมาเรื่อยๆ มีแอบนัดเจอกันบ้างโดยที่ปิดไม่ให้ใครรู้ เรื่องราวก็ดำเนินมาถึงช่วงมหาวิทยาลัย พระเอกหลงรักนางเอก ทั้งคู่เรียนมหาเดียวกัน ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปด้วยกัน และวางแผนว่าจะแต่งงานใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน มาลุ้นความรักและเป็นกำลังให้ทั้งคู่กัน

ความคิดเห็นส่วนตัวจากการดูซีรีย์ : เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ดูง่ายเบาสมอง ฟินเฟอร์ในแนวรักใสๆ อาจจะมีดราม่าบ้าง แต่ไม่ถึงกับต้องกุมขมับ

คะแนนความชอบ : 9/10

ซีรี่ย์ฝรั่ง ที่อยากแนะนำ
ซีรี่ย์ฝรั่ง ที่อยากแนะนำ

 

 

 

 

 

 

 

 

ซีรี่ย์ฝรั่ง ที่อยากแนะนำ วงการซีรีย์มันช่างดึงดูดคนจริงจริ๊ง ไม่ว่าจะเป็นซีรี่ย์เกาหลี ซีรี่ย์จีน ซึรี่ย์ญี่ปุ่น ทำเอาคนดูอย่างเราตาแฉะ ที่หลายคนเค้าเตือนว่าวงการซีรี่ย์อย่าได้เหยียบเท้าเข้ามาเพราะถอนตัวยาก สายซีรีย์เกาหลี จีน ที่ว่าปังปุริเย่ ดังพลุแตก จิกหมอนเปลี่ยนหมอนมาหลายใบแล้ว ลองเปลี่ยนมาดูซีรี่ย์ฝรั่งกันบ้าง เรียกว่าเปลี่ยนแนวบ้างไรบ้าง เพราะดีไม่แพ้กันเลยค่ะ

Emily in Paris (2020) เอมิลี่ในปารีส 

ประเภทซีรี่ย์ : ดราม่า คอมมาดี้ โรแมนติค

ปีที่ฉาย : 2020

จำนวนตอนซีรีย์ : 10

พากย์ไทย : ✘ แต่มีซับไทย (บรรยายไทย)

เรื่องย่อ : เป็นอีกซีรีย์ netflix original เรื่องนึงที่ทาง Netflix ทำเอาไว้ได้ดีทีเดียว เรียกว่าทำเอาสาวๆต้องลุกขึ้นมาแต่งตัวจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบกันทีเดียว เพื่อนสาวๆไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือฝรั่งก็ติดกันอย่างถอนรากไม่ขึ้น

เรื่องมันมีอยู่ว่า Emily (Lilly Collins) สาวสวยชาวอเมริกันที่มีความมั่นใจ ร่าเริง เป็นพนักงานในบริษัทการตลาด ในชิคาโก ได้ถูกส่งไปทำงานที่บริษัทในสาขาปารีส ฝรั่งเศส (จริงๆแล้วไม่ใช่เธอหรอกที่ต้องมา แต่ต้องเป็นเจ้านายเธอ แต่ไม่สามารถมาได้เนื่องจากอะไรนั้น ต้องไปดูค่ะ) เธอต้องทำหน้าที่ดูการตลาดของบริษัท แต่เมื่อมาที่ปารีสแล้วนั้นสิ่งที่เธอต้องเผชิญนั่นก็คือ Culture Shock ความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม แนวความคิดต่างๆของคน แล้วไหนจะปัญหาเรื่องการใช้ภาษา เพราะเธอไม่รู้ภาษาฝรั่งเศสสักเท่าไร่นัก และชาวฝรั่งเศสก็คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ rude มากหากมาทำงานที่นี่แล้วพูดภาษาเค้าไม่ได้ แต่เธอก็คิดว่าเดี๋ยวทุกอย่างก็คงดีขึ้น เพราะแฟนหนุ่มจะมาหาเธอ แต่แล้วเขาก็ไม่มา เพราะเขาคิดว่าความสัมพันธ์นี้หากต้องดำเนินต่อไปคงไม่เวิร์คแน่ๆ เพราะระยะทาง ความสัมพันธ์จึงต้องจบลง การทำงานของเอมิลี่นั้นก็ไม่ได้ราบลื่นนัก เพราะหัวหน้าในบริษัทนี้ไม่ได้ให้ความสัมคัญกับการตลาดทางโซเชี่ยลสักเท่าไหร่นัก แต่เอมีลี่ก็ต้องแสดงความสามารถและพิสูจน์ว่าโซเชี่ยลมันช่วยได้จริงๆเด้อ จนเรียกได้ว่าเธอเริ่มมีคนที่มีอิทธิพลด้านโซเชี่ยลคนหนึ่ง หรือที่คุ้นหูกันว่า influencer

ด้วย Emily เป็นคนร่าเริงและเข้ากับคนง่าย เธอจึง make friend กับ Mindy (Ashley Park) สาวจากลูกเศรษฐีจากแผ่นดินใหญ่ ที่หนีความอับอายบางอย่างมาอยู่ที่ปารีส (ความอับอายเรื่องนั้นคืออะไรนั้น ต้องลองไปดูกันค่ะ) และอีกคนนึงที่เป็นเพื่อนสนิทของ Emily นั่นก็คือ Camille (Camille Razat) ซึ่งแฟนหนุ่มของเธอก็คือ เชฟหนุ่มเจ้าเสน่ห์ อย่าง Gabriel (Lucas Bravo) คนที่ Emily เห็นแล้วใจสั่นตั้งแต่แรกพบในอพาทเม้น

แต่ด้วยเคมีที่เข้ากันระหว่าง Emily กับ Gabriel ทำให้ทั้งสองนั้นแอบมีใจให้กันลึกๆ แต่นี่มันเหมือนจะเป็นรักสามเศร้านี่นา แล้วพวกเขาทั้งสองจะทำอย่างไร จะหยุดหรือไปต่อ ต้องไปชมกันค่ะ

ความคิดเห็นส่วนตัวจากการดูซีรีย์ : เรื่องนี้ต้องบอกว่ามีความสาวสุดๆ สมกับเป็นผลงานผู้สร้างอย่าง  Darren Star ที่ผลิตซีรีส์ที่ทำเอาสาวๆทั่วโลก ติดอกติดใจกันอย่างผลงาน Sex and the City (ดูมินิรีวิวเบาๆจากบทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง Sex and the City)

ส่วนพล็อตเรื่องนั้นก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยค่ะ เป็นเรื่องราวที่ไม่ได้ดูแล้วหนักสมองมากนัก ส่วนตัวชอบตอนที่ Emily ทำงานมาก เพราะเธอมีความมุ่งมั่น ไอเดียเจ๋ง ปลุกไฟในการทำงานของคนดูได้ดี (เราก็เป็นหนึ่งในนั้น) และอีกอย่างที่ชอบคือการเป็นคนมองโลกในแง่ดีของ Emily มีความเป็นผู้ใหญ่ในการทำงาน พยายามที่จะพิสูจน์ตัวเองเพื่อสนับสนุนความคิดของตัวเอง และยอมรับกับความไม่สำเร็จ และอะไรที่พิสูจน์แล้วไปต่อไม่ได้ เธอก็ยอมรับผลที่ตามมา

ส่วนความน่ารักในเรื่องนี้คือการปรับตัวของ Emily เพื่อให้เข้ากับสังคมใหม่ที่มีความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมทั่วไป ดูหนังออนไลน์ หรือในที่ทำงานที่คนอเมริกันบ้างาน ส่วนคนฝรั่งเศสนั้นทำงานได้รีแล็กซ์มากกว่า

พูดมาหลายมุมมองแล้วแต่ยังไม่ได้พูดถึงเชพหล่อขั้นเทพอย่าง Gabriel ก็แซ่บไม่เบา ยิ้มที่ไรกระชากใจสาวๆกันเป็นแถว

มีข้อข้องใจอยู่เรื่องนึงในซีรีย์เรื่องนี้นั่นก็คือ Emily ชุดองค์ทรงเครื่องเธอเยอะ จัดเต็มทุกวัน แต่เอ๊ะ! พอมีฉากในห้องเธอ ทำไมเห็นเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ไม่กี่ตัวเอง แล้วดันไม่เห็นตู้เสื้อผ้าสะด้วย ใครสังเกตแบบเดียวกับเราบ้าง?

คะแนนความชอบ :  9/10

ดูได้ที่ : Netflix

10 สุดยอดศิลปินเอก
10 สุดยอดศิลปินเอก

10 สุดยอดศิลปินเอก /จิตรกรเอกแห่งยุคเรอเนสซองส์กับ 10 ผลงานชิ้นเอก ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในทวีปยุโรป ยุคเรอเนสซองส์ (Renaissance) หรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในทวีปยุโรป เกิดขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 14 – 16 เป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมยุคใหม่ มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทุกด้านทั้งวิทยาศาสตร์ ศิลปะ การเมืองและศาสนา คำว่า Renaissance แปลว่า เกิดใหม่หรือคืนชีพ ในทางศิลปะหมายถึงการนำเอาศิลปะกรีกและโรมันโบราณกลับมาศึกษาฟื้นฟูและพัฒนา โดยมุ่งความสนใจที่ความสวยงามในสรีระของมนุษย์ มิติของภาพ สีและแสงในงานประติมากรรมและจิตรกรรมให้สมจริง จนมีความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปะมากที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ มีศิลปินผู้เต็มไปด้วยพรสวรรค์และความสามารถอันยิ่งใหญ่จำนวนมากช่วยกันสร้างผลงานศิลปะที่งดงามน่าทึ่งให้เราได้ชื่นชมด้วยความอิ่มเอมใจ

10 สุดยอดศิลปินเอก แห่งยุคเรอเนสซองส์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดกับ 10 ผลงานชิ้นเอกของพวกเขา

1. เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) ดา วินชี เป็นศิลปินผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งยุคเรอเนสซองส์ เกิดที่หมู่บ้าน Vinci ใกล้เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เมื่อปี 1452 เขาเติบโตและเรียนศิลปะที่บ้านเกิดจนมีอายุได้ 20 ปีจึงได้เป็นศิลปินมืออาชีพอย่างเต็มตัว เริ่มมีผลงานที่ฉายแววความเป็นอัฉริยะด้านศิลปะด้วยภาพ Adoration of the Magi ก่อนที่จะออกจากฟลอเรนซ์ไปอยู่ที่เมืองมิลานในปี 1482 ดา วินชี ทำงานอยู่ที่มิลานนานถึง 17 ปี พร้อมกับสร้างผลงานชั้นยอดมากมาย รวมทั้ง The Last Supper, Virgin of the Rocks, Lady with an Ermine และ Vitruvian Man ที่เป็นหนึ่งในบรรดาภาพสเก็ตช์อันลือลั่นซึ่งเป็นความสามารถที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวยากจะมีใครเทียบได้

ปี 1503 ดา วินชี กลับมาอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์อีกครั้งหนึ่ง และคราวนี้ได้สร้างผลงานภาพเขียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ‘Mona Lisa’ เขาใช้เวลาในการเขียนภาพสุดพิเศษนี้นานหลายปี ในปี 1515 ดา วินชี เดินทางไปกรุงปารีสเพื่อรับตำแหน่งจิตรกรเอกและวิศวกรของราชสำนักฝรั่งเศส พร้อมกับหิ้วภาพสุดรักสุดหวงที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ไปด้วย แล้วไม่ได้กลับมาที่อิตาลีอีกเลย

ดา วินชี เสียชีวิตในปี 1519 มีอายุรวม 67 ปี ทิ้งผลงานชั้นยอดไว้มากมายทั้งผลงานด้านศิลปะและด้านวิทยาศาสตร์ ดา วินชี ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รอบรู้ เชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆเกือบทุกสาขา เป็นศิลปินเอก นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ ฯลฯ เขาคือ ‘บุรุษแห่งยุคเรอเนสซองส์’ อย่างแท้จริง

2. ไมเคิลแองเจโล (Michelangelo)

ไมเคิลแองเจโล เป็นทั้งจิตรกร ประติมากร และสถาปนิก เป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเรอเนสซองส์ทัดเทียมกับเลโอนาร์โด ดา วินชี เขาเกิดเมื่อปี 1475 ที่เมืองอาเรซโซ ประเทศอิตาลี แต่ไปเล่าเรียนและเติบโตที่เมืองฟลอเรนซ์ อายุ 15 ปีก็เริ่มมีผลงานด้านประติมากรรม ปี 1497 เดินทางไปทำงานที่กรุงโรม และเมื่ออายุ 24 ปี ไมเคิลแองเจโลได้สร้างงานประติมากรรมชิ้นสำคัญของโลกคือ Pietà

เขากลับมาที่ฟลอเรนซ์ในปี 1499 คราวนี้เขามีโอกาสทำงานชิ้นสำคัญที่ค้างเติ่งมาเกือบ 40 ปีคืองานแกะสลักรูปเดวิด (David) เขารับงานนี้ตอนอายุ 26 ปี ใช้เวลาราว 4 ปีจึงแล้วเสร็จและกลายเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา ระหว่างเวลาช่วงนี้ไมเคิลแองเจโลยังได้สร้างผลงานอีกหลายชิ้น รวมทั้งภาพเขียน Doni Tondo และ Manchester Madonna

ปี 1505 ไมเคิลแองเจโลกลับมาที่โรมอีกครั้งเพื่อรับงานสร้างสุสานของพระสันตะปาปา Pope Julius II ซึ่งมีผลงานรูปแกะสลัก Moses และ Dying Slave รวมอยู่ด้วย และในระหว่างนี้เองเขาก็ได้สร้างผลงานสำคัญยิ่งใหญ่อีกชิ้นหนึ่งคือภาพเขียนบนเพดานโบสถ์น้อยซิสติน (Sistine Chapel Ceiling) บนพื้นที่กว่า 500 ตรม. ประกอบด้วยภาพกว่า 300 ภาพ และหนึ่งในนั้นเป็นภาพเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ The Creation of Adam

ไมเคิลแองเจโลกลับไปทำงานที่ฟลอเรนซ์อีก คราวนี้นานกว่า 20 ปีก่อนจะได้กลับมาที่โรม ปี 1534 เขาได้สร้างภาพเขียนชิ้นใหญ่บนผนังแท่นบูชาที่โบสถ์น้อยซิสตินคือภาพ The Last Judgement ที่ใช้เวลาทำถึง 8 ปี และในปี 1546 เขาได้รับงานใหญ่ชิ้นสุดท้ายคือการออกแบบมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่มีโดมใหญ่เด่นสง่าเป็นสัญลักษณ์ เขาเสียชีวิตในปี 1564 ด้วยวัย 88 ปี ก่อนที่โดมจะสร้างเสร็จ

3. ซานโดร บอตติเชลลี (Sandro Botticelli)

บอตติเชลลีเป็นศิลปินที่โดดเด่นในยุคเรอเนสซองส์ตอนต้น ก่อนหน้ายุคของดา วินชีและไมเคิลแองเจโล เขาเกิดในปี 1445 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ตอนเด็กฝึกเป็นช่างทอง พอเป็นวัยรุ่นจึงเปลี่ยนมาเป็นจิตรกร ผลงานส่วนใหญ่ทำให้กับตระกูลเมดิชีซึ่งเป็นผู้ปกครองเมืองฟลอเรนซ์ บอตติเชลลีมีชื่อเสียงรุ่งโรจน์อย่างยาวนานภายใต้การอุปถัมภ์ของตระกูลนี้ เคยเป็นคณะกรรมการพิจารณาที่ตั้งรูปแกะสลักเดวิดของไมเคิลแองเจโลร่วมกับดา วินชี แต่ในช่วงบั้นปลายชีวิตชื่อเสียงต้องตกต่ำด่างพร้อยตามผู้อุปภัมภ์ที่หมดอำนาจ เขาจึงไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร แต่ผลงานของเขามิได้ด้อยค่าลงยืนยงเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน

ภาพเขียนของบอตติเชลลีเป็นสไตล์โบราณ แต่โดดเด่นที่ความอ่อนหวานประณีตงดงาม อย่างเช่น ภาพ The Birth of Venus และ Primavera ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับมากที่สุด ไปจนถึงภาพ Portrait of a Young Woman และ Madonna of the Book บอตติเชลลียังได้ร่วมสร้างภาพเฟรสโกที่ผนังของโบสถ์น้อยซิสตินเช่นเดียวกับศิลปินชั้นนำในยุคนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่งานที่เขาถนัดมากนักแต่ผลงานภาพ Trial of Moses ก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

บอตติเชลลีหลงรักผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Simonetta Vespucci แต่ไม่สมหวังเพราะเธอแต่งงานแล้ว หลายคนเชื่อว่าเธอคือนางแบบในภาพของบอตติเชลลีหลายภาพรวมทั้ง The Birth of Venus และ Portrait of a Young Woman ทั้งๆที่เธอเสียชีวิตไปก่อนที่เขาจะเขียนภาพเหล่านั้นหลายปี บอตติเชลลีเคยขอร้องไว้ว่าให้ฝังร่างของเขาไว้แทบเท้าของเธอ และความหวังของเขาก็เป็นจริงในอีก 34 ปีต่อมาเมื่อเขาเสียชีวิตในปี 1510

4. ราฟาเอล (Raphael)

ราฟาเอล เป็นจิตรกรและสถาปนิกผู้มีผลงานโดดเด่น เป็นหนึ่งในสามศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเรอเนสซองส์ต่อจากเลโอนาร์โด ดา วินชีและไมเคิลแองเจโล เขาเกิดเมื่อปี 1483 ที่เมือง Urbino ประเทศอิตาลี เรียนศิลปะและฝึกฝนการเขียนภาพตั้งแต่เด็ก พออายุได้ 17 ปีก็เริ่มเป็นศิลปินมืออาชีพด้วยการตระเวนรับงานเขียนภาพให้กับโบสถ์ต่างๆในเมืองแถบบ้านเกิด เป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่มีผลงานยอดเยี่ยมอย่างเช่นภาพ The Marriage of the Virgin จนเริ่มมีชื่อเสียงและเป็นที่ต้องการตัวไปทำงาน

ปี 1504 ราฟาเอลย้ายไปปักหลักอยู่ที่เมืองฟลอเรนส์ ทำให้เขามีโอกาสได้ศึกษาผลงานของบรมครูอย่างเลโอนาร์โด ดา วินชีและคู่แข่งคนสำคัญในอนาคตคือไมเคิลแองเจโล รวมทั้งศิลปินดังอีกหลายคน ราฟาเอลซึมซับอิทธิพลของศิลปะแบบฟลอเรนส์แต่ยังคงรักษาสไตล์ของตัวเองเอาไว้ด้วย ผลงานของเขาเริ่มมีความซับซ้อนและมีชีวิตชีวามากขึ้น ผลงานเด่นในช่วงนี้คือภาพ Madonna and Child with Saint John the Baptist

ปลายปี 1508 ราฟาเอลเดินทางไปกรุงโรมและอยู่ที่นั่นไปตลอดชีวิต เขาได้ทำงานสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่พระราชวังวาติกัน ราฟาเอลเขียนภาพในห้องที่เรียกว่า “Raphael Rooms” เป็นภาพปูนเปียก (Fresco) ขนาดใหญ่หลายภาพ และหนึ่งในนั้นคือภาพ The School of Athens ซึ่งเป็นภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมทำให้ราฟาเอลได้รับมอบหมายให้เขียนภาพในวาติกันเพิ่มอีกจำนวนมาก และยังได้เป็นสถาปนิกในงานสร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ด้วย เขาทำงานให้กับสำนักวาติกันนานถึง 12 ปี พร้อมกับสร้างผลงานชั้นยอดมากมายรวมทั้งภาพ Sistine Madonna และ Transfiguration

นอกจากภาพเขียนแนวศาสนาและตำนานแล้วราฟาเอลยังเขียนภาพเหมือนบุคคลได้ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน ผลงานภาพเหมือนของเขาหลายภาพได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในภาพเหมือนที่ดีที่สุดในยุคนั้น โดยเฉพาะภาพ La Fornarina, La Donna Velata (The woman with the veil) และ Portrait of Baldassare Castiglione ราฟาเอลเสียชีวิตในปี 1520 ด้วยวัยเพียง 37 ปี แม้ว่าเขามีช่วงเวลาทำงานไม่มากนักแต่ผลงานกลับยิ่งใหญ่และเป็นหนึ่งในศิลปินที่ได้รับการยกย่องชื่นชมมากที่สุด

5. ยัน ฟัน ไอก์ (Jan van Eyck)

ยัน ฟัน ไอก์ เป็นศิลปินคนสำคัญและเป็นหนึ่งในผู้สร้างจิตรกรรมเนเธอร์แลนด์เริ่มแรกซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเริ่มต้นยุคเรอเนสซองส์ในอิตาลี เขาเป็นคนแรกๆที่ได้พัฒนาเทคนิคการเขียนภาพด้วยสีน้ำมันจนได้ผลงานที่ยอดเยี่ยม ยัน ฟัน ไอก์เกิดระหว่างปี 1380 – 1390 ที่เมือง Maaseik ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศเบลเยียม ปี 1422 – 1425 เขาเป็นจิตรกรของราชสำนักฮอลแลนด์ที่เมืองเฮก หลังจากผู้ปกครองฮอนแลนด์เสียชีวิตในปี 1425 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นจิตรกรราชสำนักเบอร์กันดีจึงย้ายไปอยู่ที่เมืองบรูชซึ่งเป็นเมืองหลวงของเขตเฟลมิชของประเทศเบลเยียมและอยู่ที่นั่นไปตลอดชีวิต

ผลงานชิ้นสำคัญของยัน ฟัน ไอก์คือฉากประดับแท่นบูชาเกนต์ (Ghent Altarpiece) ที่เป็นบานพับภาพขนาด 3.4 x 4.6 เมตร ประกอบด้วยภาพ 12 ภาพซึ่ง Hubert van Eyck ผู้เป็นพี่ชายของเขาเป็นผู้ออกแบบและวางโครงสร้างทั้งหมดของภาพแต่ต้องมาเสียชีวิตในปี 1426 ฟัน ไอก์ ผู้น้องจึงรับหน้าที่เป็นผู้เขียนภาพจนเสร็จหลังการเสียชีวิตของพี่ชาย 6 ปี แต่ละภาพของฉากประดับแท่นบูชาเกนต์ล้วนสวยงามน่าประทับใจ โดยเฉพาะ 3 ภาพตรงกลางแถวบนที่เป็นภาพของพระเยซู พระแม่มารี และนักบุญจอห์นนั้นเป็นภาพที่งดงามวิจิตรอย่างมาก นอกจากนี้ยัน ฟัน ไอก์ยังมีผลงานภาพเขียนแนวศาสนาที่ยอดเยี่ยมอีกมากมาย ที่โดดเด่นได้แก่ภาพ The Annunciation และ Madonna of Chancellor Rolin

ช่วงเวลาหลังจากเสร็จงานเขียนภาพฉากประดับแท่นบูชาเกนต์ถือเป็นช่วงสูงสุดในชีวิตการเป็นจิตรกรของยัน ฟัน ไอก์ เพราะเป็นช่วงที่เขาสร้างผลงานชั้นยอดออกมาอย่างต่อเนื่องมากมาย หนึ่งในนั้นคือภาพ The Arnolfini Portrait ซึ่งเป็นภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา ภาพนี้ถูกเขียนออกมาอย่างสวยงามมีมิติน่าประทับใจ ได้รับการยกย่องให้เป็นภาพต้นแบบและมีความซับซ้อนมากที่สุดภาพหนึ่งของจิตรกรรมตะวันตก ยัน ฟัน ไอก์ยังเป็นศิลปินอีกคนหนึ่งที่เขียนภาพเหมือนบุคคลได้อย่างยอดเยี่ยม ภาพ Man in a Red Turban, Portrait of a Man with a Blue Chaperon รวมทั้ง Portrait of Jan de Leeuw และอีกหลายภาพได้ยืนยันความสำเร็จในด้านนี้ของเขาได้เป็นอย่างดี ยัน ฟัน ไอก์เสียชีวิตในปี 1441 ที่เมืองบรูช

6. ทิเชียน (Titian)

ทิเชียนเป็นจิตรกรคนสำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 16 ของเมืองเวนิส หนึ่งใน 10 สุดยอดศิลปินเอก เขาได้รับการยกย่องในฐานะจิตรกรชั้นยอดตั้งแต่อายุยังน้อยและคงชื่อเสียงระดับสูงสุดไว้ตลอดชีวิตที่ยืนยาว ทิเชียนเกิดราวปี 1488 – 1490 เรียนการเขียนภาพกับศิลปินดังแห่งเมืองเวนิสตั้งแต่อายุ 10 ปี แล้วทำงานเป็นผู้ช่วยของจิตรกรอื่นระยะหนึ่งก่อนที่จะออกมารับงานเองพร้อมกับการพัฒนาสไตล์การเขียนภาพเป็นของตัวเอง ทิเชียนเป็นจิตรกรที่ครบเครื่องมากเขียนภาพได้ดีทุกแนวทั้งภาพเหมือน ภาพภูมิทัศน์ ภาพแนวศาสนา รวมทั้งเรื่องจากตำนาน และมีการพัฒนาเทคนิคและสไตล์การเขียนภาพอยู่ตลอด ภาพ A Man with a Quilted Sleeve เป็นผลงานภาพเหมือนช่วงแรกๆของอาชีพที่ได้รับการยกย่องมาก ทิเชียนเขียนภาพเหมือนชั้นยอดอีกมากมายหลายสิบภาพตลอดช่วงเวลาอีกหลายสิบปีต่อมา เช่น ภาพ Pope Paul III and His Grandsons และ Self-Portrait (1567) เป็นต้น

ระหว่างปี 1516 – 1518 ทิเชียนใช้เวลาราว 2 ปี เขียนภาพแนวศาสนาเป็นภาพหลังแท่นบูชาขนาดใหญ่ชื่อ Assumption of the Virgin บนผนังโบสถ์ในเมืองเวนิส นี่คือผลงานชิ้นเอกที่ส่งให้เขากลายเป็นจิตรกรชั้นนำ ทิเชียนประสบความสำเร็จกับการเขียนภาพแนวนี้อย่างต่อเนื่อง มีผลงานที่โดดเด่นอีกจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือภาพ Pesaro Madonna แต่ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับทิเชียนมากที่สุดน่าจะเป็นภาพในแนวเรื่องจากตำนานซึ่งเขามีผลงานชิ้นเยี่ยมช่วงแรกด้วยภาพ Sacred and Profane Love ตามมาด้วยภาพ Bacchus and Ariadne ช่วงต้นทศวรรษ 1530 ทิเชียนเริ่มเขียนภาพเปลือยของเทพธิดาวีนัสในท่าเอนตัวนอนอันเป็นที่มาของภาพ Venus of Urbino ซึ่งเสร็จในปี 1538 และได้กลายเป็นภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา และตามมาด้วยภาพเขียนแนวนี้อีกหลายภาพซึ่งล้วนงดงามยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน อย่างเช่นภาพ Danaë with Nursemaid ที่เขียนในปี 1554

ทิเชียนสร้างผลงานเป็นเวลายาวนานกว่า 60 ปี เขาเสียชีวิตด้วยกาฬโรคที่ระบาดในเวนิสในปี 1576 ด้วยวัยกว่า 90 ปี ผลงานในช่วงท้ายตอนอายุมากก็ยังคงยอดเยี่ยมเช่นเดิม ภาพ Allegory of Prudence ที่เขียนเสร็จในปี 1570 ไม่เพียงแต่แสดงถึงฝีมือที่ไม่เคยตกเลย ยังแสดงถึงความก้าวหน้าทั้งด้านเทคนิคและการนำเสนอเรื่องราวที่คมคายลึกซึ้งมากขึ้นอีก ว่ากันว่าหากทิเชียนเสียชีวิตไปตอนอายุ 40 ปีเขาก็ยังเป็นจิตรกรชั้นยอดในสมัยนั้น แต่เขาอยู่ทำงานต่อเนื่องอีก 50 ปีและยังพัฒนาฝีมืออยู่เสมอ เขาจึงเป็นสุดยอดศิลปินแห่งยุค เป็นบรมครูที่สร้างแรงบันดาลใจและมีอิทธิพลต่อศิลปินชั้นนำรุ่นต่อมาอีกมากมายหลายรุ่น

7. เอล เกรโก (El Greco)

เอลเกรโก เป็นจิตรกร ประติมากร และสถาปนิกแห่งยุคเรอเนซองซ์คนสำคัญของประเทศสเปน เป็นหนึ่งในศิลปินที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสมัยของเขาจวบจนกระทั่งปัจจุบันเป็นเวลากว่า 500 ปีมาแล้ว เนื่องจากว่าเขามีสไตล์การเขียนภาพที่แปลกแตกต่างและล้ำสมัยกว่ายุคของตัวเอง แต่โดดเด่นในเรื่องการใช้สีและการแสดงอารมณ์ความรู้สึกเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากในศตวรรษที่ 20 จนได้รับการยกย่องเป็นต้นแบบของลัทธิแสดงพลังอารมณ์ (Expressionism) และศิลปะแบบคิวบิส (Cubism) เอลเกรโกเป็นชาวกรีกเกิดเมื่อปี 1541บนเกาะ Crete ที่ตอนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเวนิส เขาเติบโตและเรียนศิลปะไบเซนไทน์ที่บ้านเกิดจนมีฝีมือเข้าขั้นมืออาชีพจึงเดินทางไปเมืองเวนิสตอนอายุ 26 ปี ผลงานชิ้นเยี่ยมก่อนออกจากบ้านเกิดคือภาพ Dormition of the Virgin

เอลเกรโกอยู่ที่เมืองเวนิสราว 3 ปีได้ศึกษาศิลปะเรอเนซองซ์ รวมถึงทำงานในสตูดิโอของ Titian ศิลปินใหญ่แห่งยุคอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงย้ายไปอยู่ที่กรุงโรม เอลเกรโกทำงานอยู่ที่โรมราว 6 ปีแต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขามีความคิดเห็นด้านศิลปะที่แตกต่างกับคนร่วมสมัยและมีบุคลิกที่แข็งกร้าวจึงเกิดความขัดแย้งกับชาวโรมจำนวนมาก ปี 1577 เอลเกรโกย้ายไปอยู่ที่เมืองโตเลโดในภาคกลางของประเทศสเปนซึ่งเป็นเมืองใหญ่และศูนย์กลางด้านศาสนา และที่โตเลโดนี่เองที่เขาสร้างผลงานชั้นยอดมากมายและอยู่อาศัยไปตลอดชีวิตจนกลายเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของสเปน

ผลงานชิ้นเอกของเอลเกรโกเกือบทั้งหมดเขียนบนแผ่นดินสเปนซึ่งมีในหลากหลายแนว มีทั้งภาพเหมือนที่งดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ภาพ The Nobleman with his Hand on his Chest และ Lady in a Fur Wrap ที่เขียนในปีแรกๆของการอยู่ในสเปน ภาพทิวทัศน์ที่โดดเด่นมากๆได้แก่ภาพ View of Toledo ภาพที่เป็นเรื่องจากตำนานอย่างเช่นภาพ Laocoön ก็มีความพิเศษไม่เหมือนใคร ส่วนผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขาเป็นภาพขนาดใหญ่ที่เขียนให้กับโบสถ์ที่เมืองโตเลโดคือภาพ The Burial of the Count of Orgaz ซึ่งเป็นภาพที่งดงามอย่างยิ่ง ได้รับการยกย่องเป็นผลงานชิ้นเอกของศิลปะตะวันตก นอกจากงานเขียนภาพแล้วเอลเกรโกยังมีผลงานด้านประติมากรรมและสถาปัตยกรรมอีกด้วย เอลเกรโกเสียชีวิตในปี 1614 ด้วยวัย 73 ปี

8. โดนาเตลโล (Donatello)

โดนาเตลโล เป็นสุดยอดประติมากรแห่งยุคเรอเนสซองส์ผู้เชี่ยวชาญในงานประติมากรรมด้วยวัสดุเกือบทุกชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหินอ่อนและสำริด
เขาเกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เมื่อราวปี 1386 โดนาเตลโลเริ่มเรียนศิลปะกับช่างทองในท้องถิ่น แล้วไปฝึกงานกับช่างโลหะและประติมากรคนหนึ่งของเมืองฟลอเรนซ์
ได้รู้จักกับ Filippo Brunelleschi ที่ภายหลังเป็นสถาปนิกและวิศวกรผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของอิตาลี ราวปี 1404 – 1407
ทั้งสองคนร่วมกันไปขุดค้นซากปรักหักพังของกรุงโรมยุคโบราณเพื่อศึกษาศิลปะคลาสสิกจนถูกเรียกเป็นพวกนักล่าสมบัติ
ความรู้และประสบการณ์ที่เขาได้รับในคราวนั้นมีส่วนสำคัญในการพลิกโฉมหน้าของศิลปะอิตาลีในศตวรรษที่ 15 และเขายังได้รับอิทธิพลด้านศิลปะโกธิคจาก Brunelleschi อีกด้วย

ปี 1408 โดนาเตลโลเริ่มสร้างผลงานที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเดิมด้วยงานสร้างรูปปั้นแกะสลักหินอ่อนสไตล์โกธิค หลังจากนั้น 3 ปีเขาก็เริ่มสร้างผลงานชิ้นเยี่ยม Saint Mark
เป็นรูปแกะสลักหินอ่อนเช่นกัน ตามมาด้วยรูปหินอ่อน St. John the Evangelist ในปี 1415 ซึ่งเริ่มเปลี่ยนสไตล์จากโกธิคเป็นใช้เทคนิคแบบโบราณ
โดนาเตลโลเริ่มมีชื่อเสียงเลื่องลือในฐานะประติมากรผู้มีเทคนิคใหม่ๆและสร้างสรรค์ผลงานที่มีความโดดเด่นด้านการแสดงอารมณ์บนใบหน้าและท่าทางของร่างกายที่งดงาม ราวปี 1425
โดนาเตลโลกับ Michelozzo สถาปนิกดังอีกคนร่วมกันสร้างหลุมฝังศพที่งามสง่าของบุคลลสำคัญหลายแห่งและผลงานของเขาก็กลายเป็นต้นแบบให้กับงานสร้างหลุมฝังศพบุคคลสำคัญในยุคต่อมา

ราวปี 1430 โดนาเตลโลสร้างผลงานชิ้นเอกคือรูปปั้น David ซึ่งกลายเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา David เป็นรูปหล่อสำริดท่ายืนแบบอิสระไม่มีการค้ำยันใดๆชิ้นแรกที่สร้างขึ้นในยุคเรอเนสซองส์ นอกจากฝีมืองานปั้นงานหล่อที่ทำออกมาอย่างสวยงามสมบูรณ์แบบแล้ว ผลงานชิ้นนี้ยังมีเสน่ห์ตรงท่าทางการยืนถือดาบเท้าสะเอวและจ้องมองไปที่ศีรษะของโกไลแอทที่ใต้อุ้งเท้าพร้อมกับรอยยิ้มอันลึกลับที่สื่ออารมณ์ได้สมจริง รวมทั้งการสวมหมวกและรองเท้าบูทที่เป็นเอกลักษณ์ หลังจากนั้นโดนาเตลโลยังสร้างผลงานไว้อีกมากมายในหลายสถานที่ เช่น งานรูปหล่อสำริด Equestrian Statue of Gattamelata เป็นอนุสาวรีย์ที่เมืองแพดัว, งานแกะสลักหินอ่อนชิ้นใหญ่ Cantoria ที่เมืองฟลอเรนซ์ และงานประติมากรรมแบบนูนต่ำ The Feast of Herod ที่เมืองเซียนา เป็นต้น โดนาเตลโลเสียชีวิตในปี 1466 ด้วยวัย 80 ปี

9. อัลเบร็ชท์ ดือเรอร์ (Albrecht Dürer)

ดือเรอร์ เป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมันในยุคเรอเนสซองส์ เป็นจิตรกรและช่างภาพพิมพ์ผู้มีผลงานยอดเยี่ยมในหลายสาขาทั้งภาพเขียนสีน้ำมัน
ภาพวาดลายเส้น และภาพพิมพ์ เขาเกิดเมื่อปี 1471 ที่เมืองนูเร็มเบิร์ก (Nuremberg) ฝึกฝนการเป็นช่างทองและการวาดภาพจากผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นช่างทองเลื่องชื่อ
อายุ 15 ปีไปเป็นลูกศิษย์ของศิลปินชั้นนำของเมืองบ้านเกิด หลังเรียนจบในปี 1490 เขาตระเวนศึกษาหาประสบการณ์ด้านการเขียนภาพและการแกะสลักตามเมืองต่างๆ
ในเยอรมันและไปถึงอิตาลี แล้วจึงกลับมาเปิดสตูดิโอเป็นศิลปินอาชีพในปี 1495 ด้วยวัย 23 ปีและประสบความสำเร็จอย่างมากกับงานแกะสลักและภาพพิมพ์
มีผลงานที่มีชื่อเสียงมากมายหลายชุด งานแกะสลักชิ้นเยี่ยมที่ได้รับการยกย่องมากได้แก่ภาพ Melencolia I และ Adam and Eve

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับดือเรอร์อีกอย่างคือการเขียนภาพเหมือนบุคคล เขาเขียนภาพเหมือนตัวเอง (Self-Portrait) ตั้งแต่อายุ 13 ปี ภาพเหมือนตัวเองที่เขียนในปี 1500
ด้วยสีน้ำมันตอนอายุ 28 ปีเป็นผลงานขั้นสุดยอดที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องมากที่สุด ภาพเขียนบุคคลอื่นก็มีผลงานชิ้นเยี่ยมอยู่หลายภาพ
ดือเรอร์เป็นผู้ที่เขียนภาพสัตว์ได้ดีมากเช่นกัน ภาพ Young Hare ใครเห็นเป็นต้องทึ่งแทบไม่อยากเชื่อว่านั่นเป็นภาพเขียนเพราะเหมือนจริงมาก
นอกจากนี้เขายังมีผลงานภาพวาดลายเส้น (Drawing) ที่ยอดเยี่ยมอีกมากมายที่โด่งดังมากได้แก่ภาพ Praying Hands
ที่ใช้แค่ปากกาและหมึกเขียนออกมาได้สวยงามยิ่งและยังมีเบื้องหลังที่มาของภาพอันน่าตื้นตันใจอีกด้วย

การไปศึกษางานศิลปะที่อิตาลีถึงสองครั้งทำให้ดือเรอร์ได้รับอิทธิพลทั้งในแง่เทคนิคและสไตล์ของศิลปะเรอเนสซองส์ในอิตาลีต่องานของเขาเอง
สิ่งนี้แสดงให้เห็นทั้งในงานภาพเขียนและงานแกะสลักภาพพิมพ์ ภาพเขียนในแนวศาสนาของดือเรอร์มีความงดงามเช่นเดียวกับงานของศิลปินดังที่อิตาลี
ผลงานที่โดดเด่นในแนวนี้ได้แก่ภาพ Feast of Rose Garlands และ Adoration of the Magi นอกเหนือจากผลงานศิลปะทั้งภาพเขียน ภาพวาด ภาพแกะสลัก
และภาพพิมพ์จำนวนหลายร้อยภาพแล้ว ดือเรอร์ยังมีผลงานด้านคณิตศาสตร์อีกด้วย เขาคือผู้เขียนหนังสือตำราคณิตศาสตร์สำหรับผู้ใหญ่เล่มแรกในเยอรมันชื่อ
The Four Books on Measurement ดือเรอร์เสียชีวิตเมื่อปี 1528 ในวัย 56 ปีทิ้งผลงานที่ยอดเยี่ยมและทรัพย์สมบัติเอาไว้จำนวนมาก

10. ปีเตอร์ เบรอเคิล (Pieter Bruegel the Elder)

เบรอเคิล (ผู้พ่อ) เป็นศิลปินคนสำคัญที่สุดของดัตช์และเฟลมิช (เบลเยียม) ในยุคเรอเนสซองส์ เขาเป็นทั้งจิตรกรและช่างภาพพิมพ์
ผลงานภาพเขียนในแนวภาพทิวทัศน์และวิถีชีวิตแบบชาวชนบทของเขาโดดเด่นมาก งานเบรอเคิลมีอิทธิพลต่อการเข้าสู่ยุคทองแห่งจิตรกรรมของเนเธอร์แลนด์
ทั้งลูกและหลานของเขาต่างเป็นจิตรกรชื่อดังในสไตล์ที่แตกต่างกันจนถึงศตวรรษที่ 18 เบรอเคิลเกิดในราวปี 1525 – 1530 ที่เมือง Breda
ทางตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์ เรียนศิลปะที่เมือง Antwerp นาน 5 ปี จากนั้นเดินทางไปอิตาลีเพื่อศึกษาและหาประสบการณ์เพิ่มเติม กลับมาที่ Antwerp
ราวปี 1555 และเริ่มทำงานออกแบบและวาดภาพร่างสำหรับแกะสลักทำภาพพิมพ์ให้กับ Hieronymus Cock ภาพพิมพ์จากฝีมือการออกแบบและวาดภาพของเขาได้รับความนิยม Cock ขายภาพพิมพ์จากผลงานของเบรอเคิลไปทั่วยุโรปจำนวนหลายพันภาพ สถาปนิก

ต่อมาเบรอเคิลหันมาสนใจสร้างผลงานภาพเขียนอย่างจริงจัง เขาเป็นคนแรกๆที่เลือกเขียนภาพทิวทัศน์และวิถีชีวิตคนแทนที่จะยึดติดอยู่กับการเขียนภาพเทพเจ้า
หรือแนวความเชื่อทางศาสนา เริ่มมีผลงานที่โดดเด่นจากภาพ Netherlandish Proverbs ที่เสนอเรื่องราวตามสุภาษิตของชาวเนเธอร์แลนด์
ตามมาด้วยภาพทิวทัศน์ที่งดงามยิ่งในภาพ Landscape with the Fall of Icarus ที่เขียนจากตำนานซึ่งเป็นภาพเดียวที่เขาเขียนเกี่ยวกับเทพเจ้า ปี 1562
เบรอเคิลเขียนภาพที่น่าประทับใจยิ่งชื่อภาพ The Triumph of Death นำเสนอภาพมนุษยชาติถูกโจมตีโดยกองทัพแห่งความตาย สะท้อนความกลัวการมาถึงของวันสิ้นสุดของโลกได้อย่างน่าสนใจ

ปี 1563 เบรอเคิลแต่งงานและย้ายไปอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์อย่างถาวรตลอดชีวิต พร้อมกับสร้างผลงานชั้นยอดมากมาย อย่างเช่นภาพ The Tower of Babel
ที่เขียนจากเรื่องในคัมภีร์ไบเบิล ผลงานภาพเขียนในช่วงบั้นปลายของชีวิตที่เสนอภาพทิวทัศน์ตามฤดูกาลพร้อมกับวิถีชีวิตของผู้คนหลายภาพมีความสวยงามและโดดเด่นมาก
เช่น ภาพ The Hunters in the Snow และภาพ The Harvesters เป็นเรื่องน่าเสียดายมากที่ศิลปินผู้โดดเด่นคนนี้ไม่มีโอกาสและเวลาที่ยาวนานในการสร้างผลงานเท่ากับศิลปินดังอีกหลายคน
มิฉะนั้นเราอาจได้ชมผลงานที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่านี้ เบรอเคิลเสียชีวิตในช่วงสูงสุดของชีวิตการศิลปินเมื่อปี 1569 ด้วยวัยราว 40 ปีต้นๆเท่านั้น

สถาปัตยกรรมหรือตึกรามบ้านช่อง
สถาปัตยกรรมหรือตึกรามบ้านช่อง

สถาปัตยกรรมหรือตึกรามบ้านช่อง อาคารต่างๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีผู้ออกแบบสร้างสรรค์และวางแผนก่อสร้างเหล่านั้น ที่เราเรียกกันว่า สถาปนิก

ซึ่งผู้คนทุกคนล้วนต้องการที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงาน แหล่งเรียนรู้ แหล่งช้อปปิ้ง กินเที่ยว สถาปนิกมีหน้าที่ออกแบบ เพื่อเนรมิตพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกอาคาร ไม่ว่าจะขนาดเล็กๆ เพียงห้องเดียวหรือไปจนถึงอาคารขนาดใหญ่โตที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อน งานสถาปัตยกรรมเป็นการผสมกันระหว่างวิทยาศาสตร์และศิลปะ เพราะต้องใช้ทักษะการแก้ปัญหาเพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้ จึงถือเป็นศาสตร์ที่ต้องเข้าใจความเป็นมนุษย์อย่างถ่องแท้ด้วย

  • การทำงาน สถาปัตยกรรมหรือตึกรามบ้านช่อง

ลักษณะงาน

ในขั้นเริ่มต้นโครงการ สถาปนิกต้องพูดคุยกับลูกค้า เพื่อรับข้อมูลความต้องการจากลูกค้า ข้อกำหนดเงื่อนไข และงบประมาณ ในบางครั้งสถาปนิกอาจต้องเตรียมตัวนำผลงานที่ผ่านมา ภาพreference งานอ้างอิงไว้ก่อนล่วงหน้า รวมทั้งปัจจัยสำคัญอื่นๆ ที่มีผลกับการออกแบบ อย่างสิ่งแวดล้อมของพื้นที่นั้น ๆ ทำเลที่ตั้ง การประเมินราคาเบื้องต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความรู้ที่สถาปนิกควรมีติดตัวจากการสั่งสมประสบการณ์ และการหมั่นขวนขวายหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ

หลังจากทำการคุยข้อตกลงกับลูกค้าเรียบร้อย ในขั้นการออกแบบและพัฒนาไปแต่ละขั้นตอนนั้น ควรมีการส่งให้ลูกค้าตรวจสอบความคืบหน้าเป็นระยะ ซึ่งแบบของสถาปนิกต้องมีทั้งลักษณะอาคารในทุกมุมมอง และรายละเอียดของโครงสร้าง แบบที่เขียนระบบต่างๆ ภายในอาคารอย่างละเอียดทั้ง เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำความร้อน ระบบระบายอากาศ ระบบไฟฟ้า ระบบการสื่อสารภายในอาคารอย่างสายโทรศัพท์หรืออินเตอร์เน็ต งานระบบประปาและสุขาภิบาล บางครั้งอาจมีงานแบบภูมิสถาปัตย์ด้วยเช่นกัน ในขั้นพัฒนาแบบ สิ่งสำคัญที่สถาปนิกจำเป็นต้องยึดเป็นหลักในการออกแบบคือกฎหมายควบคุมอาคารในแต่ละเขตพื้นที่ กฎการควบคุมอัคคีภัย และข้อบัญญัติอื่นๆ รวมไปถึงการออกแบบสำหรับผู้พิการด้วย

สถาปนิกใช้โปรแกรม AUTO CAD และ BIM ในการทำงาน แต่ถึงอย่างนั้นทักษะการสเก็ตภาพเบื้องต้นก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะขั้นตอนการร่างแบบเบื้องตันและช่วงตรวจสอบไซต์งาน

ในช่วงการก่อสร้าง สถาปนิกต้องเข้าไปตรวจสอบหน้างาน เพื่อให้มั่นใจว่า งานก่อสร้างของผู้รับเหมาเป็นไปตามแบบ เสร็จตามกำหนด ใช้วัสดุตรงตามกับที่ระบุ งานของสถาปนิกจะยังไม่เสร็จสิ้นจนกว่างานก่อสร้างทั้งหมดจะสำเร็จ ผู้รับเหมาได้รับค่าจ้าง และมีการทดสอบระบบต่างๆ เรียบร้อย ก่อนลูกค้าจะรับส่งมอบงานเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ในบางครั้งสถาปนิกต้องคอยช่วยแนะนำลูกค้าเรื่องการว่าจ้างผู้รับเหมาหรือต่อรองการทำสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมา รวมถึงประสานงานการยื่นแบบขออนุญาตปลูกสร้างกับทางหน่วยงานราชการด้วย

ขั้นตอนการทำงาน

– พบลูกค้าเพื่อรับโจทย์และข้อกำหนดเป้าหมายการทำงานเพื่อออกแบบโครงสร้าง

– ประเมินราคาแบบและการก่อสร้างจากโจทย์และงบประมาณของลูกค้า พร้อมเสนอสัญญาว่าจ้างการออกแบบ

– หลังจากตกลงสัญญากันแล้ว ทำการร่างแบบเบื้องต้นด้วยคอมพิวเตอร์หรือร่างแบบด้วยมือ ส่งแบบร่าง (ครั้งที่ 1,2,3 ตามที่ระบุในสัญญา) เพื่อให้ลูกค้าพิจารณาเบื้องต้น

– เมื่อสรุปแบบเรียบร้อยแล้วจึงดำเนินการทำแบบยื่นขออนุญาตปลูกสร้างกับหน่วยงานราชการ พร้อมประสานงานกับวิศวกรเพื่อทำการออกแบบโครงสร้าง และจัดทำรายละเอียดคำนวณโครงสร้าง เพื่อใช้ประกอบแบบในการยื่นขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร

– จัดทำแบบก่อสร้างโดยประสานงานส่งแบบให้ช่างเขียนแบบ (Draft man) ซึ่งประกอบไปด้วย 1. แบบสถาปัตยกรรม 2.แบบโครงสร้าง  3. แบบงานระบบไฟฟ้า 4.แบบระบบประปาและสุขาภิบาล

– ส่งแบบให้ลูกค้าพิจารณา เพื่อตรวจเช็คก่อนจะส่งให้ผู้รับเหมาที่ลูกค้าเลือก (หากต้องการแก้ไข ให้ย้อนกลับไปดูในสัญญาว่า สามารถแก้ไขในขั้นตอนแบบก่อสร้างได้กี่ครั้ง) พร้อมตอบข้อซักถามของลูกค้าร่วมกับวิศวกรผู้ออกแบบโครงสร้าง

เพื่อเป็นไปตามความต้องการและความถูกต้องโดยสมบูรณ์แล้ว จึงส่งแบบให้ผู้รับเหมาเริ่มทำการก่อสร้าง

– หากในสัญญามีการระบุให้ว่าจ้างในการควบคุมงานก่อสร้างด้วย สถาปนิกและวิศวกรจะต้องลงพื้นที่หน้างาน(จำนวนครั้งที่ตรวจ ตามที่ระบุในสัญญา) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและเรียบร้อยของขั้นตอนงานก่อสร้างแต่ละขั้นตอน

ให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ เป็นไปตามที่ลูกค้าต้องการ

– หากมีข้อผิดพลาดในการก่อสร้าง สถาปนิกต้องทำการแจ้งลูกค้าเพื่อให้คำแนะนำ พร้อมทั้งหาวิธีแก้ไขปัญหาหน้างาน เพื่อให้งานเรียบร้อยสมบูรณ์

– เมื่ออาคารเสร็จสมบูรณ์ พร้อมทั้งทดสอบงานระบบต่างๆเรียบร้อย ก็ถึงขั้นตอนส่งมอบงานให้ลูกค้า

สถานที่ทำงาน

ต้องทำงานทั้งในสำนักงาน และการออกพื้นที่จริงเพื่อสำรวจสถานที่ทั้งก่อนก่อสร้าง ขณะกำลังก่อสร้าง และก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์  การทำงานอาจต้องทำเป็นช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนในช่วงหนึ่งวันขึ้นอยู่กับระยะเวลาและเงื่อนไขที่เร่งรัดเข้ามา  เช่นงานก่อสร้างต้องการเร่งระยะเวลาการทำงานให้เร็วขึ้น สถาปนิกก็ต้องใช้เวลาในการทำงานและตรวจสอบมากขึ้น ขึ้นอยู่กับขนาดและความยากง่ายของอาคาร  ซึ่งเป็นอาชีพที่ไม่มีผลัดการทำงานเพราะสถาปนิกผู้ออกแบบนั้นจะต้องทำหน้าที่รับผิดชอบร่วมกับวิศวกรผู้ทำงานร่วมกัน ตามที่ได้ลงนามในสัญญาและแบบยื่นขออนุญาตปลูกสร้าง ที่เป็นไปตามเงื่อนไขกฎหมายและข้อกำหนดจรรยาบรรณวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม อาชีพสถาปนิกเป็นอาชีพที่สามารถใช้ความสามารถเฉพาะตัว ในการประกอบอาชีพได้ ทำให้สามารถทำงานส่วนตัว หรือ ทำงานในสำนักงานออกแบบ โดยบัณฑิตส่วนใหญ่ที่มีจุดมุ่งหมายในการเป็นนักออกแบบ มักนิยมเข้าทำงานในสำนักงานออกแบบ เพื่อเรียนรู้ระบบการทำงาน และมีความก้าวหน้าตามประสบการณ์

ผู้ที่ต้องทำงานด้วย

1. เจ้าของโครงการ หรือลูกค้า (Owner): สถาปนิกจะรับหน้าที่เป็นผู้ให้บริการวิชาชีพ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการก่อสร้าง ผ่านทางการออกแบบ (Building Design) และการทำแบบก่อสร้าง(Construction Document)

2. วิศวกร: สถาปนิกจะมีผู้ที่ปรึกษา ให้คำแนะนำในเรื่องโครงสร้างและเทคนิคการก่อสร้างที่ซับซ้อนและระบบต่างๆในอาคารคือ วิศวกร ซึ่งจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละแขนงเกี่ยวกับการก่อสร้าง โดยทั่วไปสำหรับโครงการขนาดกลาง วิศวกรเหล่านี้จะประกอบด้วย                          วิศวกรโยธา(งานโครงสร้าง) วิศวกรไฟฟ้า วิศวกรระบบประปา-สุขาภิบาล และวิศวกรเครื่องกล

3. มัณฑนากรและภูมิสถาปนิก: นักออกแบบวิชาชีพทั้งหมดนี้จะทำงานร่วมกันเป็นทีม ผ่านการประสานงานของสถาปนิกเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นผู้เชื่อมงานส่วนต่างๆเข้าด้วยกัน

4. ผู้ติดต่อประสานงานระหว่างทีม (Coordinator) เพราะที่ปรึกษาอื่นๆ จะไม่มีใครเข้าใจภาพรวมของโครงการเท่าสถาปนิก

5. ผู้รับเหมาก่อสร้าง สถาปนิกต้องควบคุมงานและตรวจสอบการทำงานของผู้รับเหมาร่วมกับวิศวกร เพื่อตรวจเช็คความถูกต้องตามแบบอย่างสมบูรณ์ รวมทั้งแก้ปัญหาหน้างานด้วย

 

ทางเลือกอาชีพ ๆ

ผู้สำเร็จการศึกษาสายงานนี้ สามารถประกอบวิชาชีพอิสระ รับราชการ หรือทำงานบริษัทต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะด้านการพัฒนา เช่น

– การออกแบบการก่อสร้าง การอุตสาหกรรม การโฆษณา

– การอนุรักษ์ด้านต่าง ๆ เช่น การอนุรักษ์โบราณสถาน และสถาปัตยกรรม

– งานวิชาการ นักวิจัย

– เจ้าของกิจการ

– นักพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ที่ปรึกษาโครงการ ผู้ประสานงานโครงการ

– นักออกแบบอิสระ

  • ความก้าวหน้าทางอาชีพ                                                                                                                                                                                                                                                                                                                         สถาปนิก ที่รับราชการจะได้รับเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา สถาปนิกที่ทำงานกับภาคเอกชน จะได้รับเงินเดือนขึ้นอยู่กับฝีมือและประสบการณ์  ได้รับสวัสดิการตามกฎหมายแรงงานกำหนดไว้ และสิทธิประโยชน์อื่น เช่น โบนัส ขึ้นอยู่กับผลประกอบการ และ รายได้ของสถาปนิกมักจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสถาปนิกที่ทำงานในสำนักงานสถาปนิก หรือ องค์กรที่มีฝ่ายสถาปัตยกรรม

 

  • ข้อดีชองอาชีพ 
    • มีมุมมองความคิดสร้างสรรค์ที่ช่วยให้เป็นคนคิดนอกกรอบได้ดี
    • สถาปนิกส่วนใหญ่ลำดับวางแผนความคิดได้ดี และถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจน

 

  • ข้อจำกัดของอาชีพ
    • ​แม้จะเข้าออฟฟิศตามช่วงเวลาปกติ แต่งานแต่ละโครงการจะมีกำหนดเวลาและเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป จึงทำให้มีเวลาการทำงานที่ไม่แน่นอน บ่อยครั้งที่ต้องทำงานเกินเวลา โดยเฉพาะเมื่อใกล้กำหนดส่งแบบ
    • การเจรจาต่อรองราคากับลูกค้าค่อนข้างต้องใช้ความอดทน และต้องอาศัยการอธิบายที่ชัดเจน เพราะสถาปนิกส่วนใหญ่ออกแบบผลงานที่ออกมา ลูกค่อนข้างเข้าใจยาก เพราะเป็นเชิงนามธรรมและรูปธรรมรวมกัน ทำให้การสื่อสารเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการออกแบบลำบาก

 

  • คุณสมบัติที่เหมาะกับอาชีพ
    • มีความละเอียดรอบคอบ การทำงานเขียนแบบต้องมีความละเอียดและเช็คความถูกต้องอย่างละเอียด เพราะ
    • มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แน่นอนว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นของคู่กับนักออกแบบเสมอ แต่การออกแบบบ้าน อาคาร หรืองานโครงสร้างใดๆ ก็ตามความสวยงามต้องมาพร้อมกับฟังค์ชั่นเช่นกัน
    • หมั่นศึกษาหาความรู้ในวิชาชีพ การเป็นนักออกแบบควรขยันที่จะหาความรู้ หรือเปิดรับไอเดียใหม่ๆ และเทคโนโลยีการก่อสร้างใหม่ๆอยู่เสมอ
    • ทำงานภายใต้ความกดดันได้ดี หลายครั้งที่งานของสถาปนิกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของเวลา และความต้องการของลูกค้าซึ่งอาจจะไม่สิ้นสุด
    • มีความรับผิดชอบสูง งานออกแบบสถาปนิกเป็นงานที่ใช้วิชาชีพและความรู้เฉพาะทาง และหลายครั้งโครงการก่อสร้างต้องมีการเซ็นรับรองเป็นผู้ออกแบบเพื่อรับผิดชอบว่าการก่อสร้างตรงตามแบบ และถูกต้องตามกฎหมาย ในการรับรองนี้ทำได้เฉพาะสถาปนิกที่มีใบประกอบวิชาชีพถูกต้องแล้วเท่านั้น

 

  • ทักษะที่ควรมี
    • ทักษะการคิดวิเคราะห์ สถาปนิกต้องเข้าใจบริบทโดยรอบของการออกแบบบนเงื่อนไขและข้อจำกัดต่างๆ ในแต่ละโครงการ ยกตัวอย่างเช่น ต้องเข้าใจระบบโครงสร้างทางวิศวกรรมด้วยว่าจะส่งผลต่ออาคารและการออกแบบของเขาอย่างไร
    • ทักษะด้านทัศนศิลป์ มีจินตนาการและทักษะในด้านทัศนศิลป์ที่สมดุลกับความรู้พื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพราะวิชาการออกแบบเป็นวิชาศิลปประยุกต์ ผู้สมัครเข้าเรียนจะต้องสอบผ่านวิชาความถนัด ด้านการออกแบบ จึงจะมีสิทธิ์เข้าศึกษาในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
    • ทักษะการสื่อสาร การที่ต้องถ่ายทอดไอเดียหรือการนำเสนองานทั้งด้วยวิธีการเล่าและการเขียนภาพแก่ลูกค้า หรือเพื่อนร่วมโครงการ ทำให้ทักษะด้านการสื่อสารเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้ฟังแต่ละคนมีระดับการเข้าใจภาพและโมเดลของงานสถาปัตยกรรมแตกต่างกันไป
    • ทักษะการจัดการ การจัดการเป็นทักษะที่สำคัญ เพราะสถาปนิกต้องจัดการให้การทำงานเป็นไปตามข้อตกลงของสัญญา ต้องมีบันทึกรายละเอียดต่างๆ ของโครงการ ระยะเวลา ทั้งงบประมาณ วัสดุ รวมถึงขั้นตอนการทำงานต่างๆ​
    • ทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การเขียนแบบและสร้างโมเดล ต้องมีการใช้โปรแกรมเฉพาะอย่างเช่น โปรแกรม AUTO CAD และ building information modeling (BIM)
    • ทักษะการมองเห็น สถาปนิกควรมีทักษะด้าน Visual การมโนภาพของอาคาร โครงสร้างอาคารทั้งหมดเมื่อเสร็จสมบูรณ์

 

เส้นทางสู่อาชีพ

นื่องจากอาชีพสถาปนิกเป็นอาชีพที่ใช้ความถนัดเฉพาะทาง ผู้ที่ประกอบอาชีพนี้ได้อย่างถูกต้องจึงต้องจบจากหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต(สถ.บ.) และมีใบประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม สาขาสถาปัตยกรรมหลัก เพื่อบ่งบอกว่าเป็นสถาปนิกโดยชอบตามกฎหมาย  และใช้เป็นเครื่องยืนยันการรับผิดชอบในการออกแบบการก่อสร้างอาคารนั้น ๆ โดยสภาสถาปนิกจะมีการจัดการสอบทุกปี บัณฑิตที่จบการศึกษาต้องนำวุฒิมายื่นเพื่อขอเข้าสอบ

ขั้นตอนการขอรับใบประกอบวิชาชีพนั้น ต้องยื่นเอกสารเพื่อเป็นสมาชิกสภาสถาปนิก และทำการสมัครทดสอบความรู้ (ข้อเขียน) 3 รายวิชาคือ ความรู้ทางสถาปัตยกรรม การปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรม และทักษะในการวางผังและออกแบบ หลังจากผ่านการทดสอบแล้วจะมีการสอบสัมภาษณ์และฝึกอบรมแล้วจึงจะได้รับใบอนุญาต โดยใบอนุญาตจะมีอายุ 5 ปี หลังจากนั้นสถาปนิกจะมาติดต่อทำเรื่องต่ออายุ

แม้ว่าสถาปนิกบางคนที่อาจเพิ่งจบการศึกษา และยังไม่ได้เข้ารับการทดสอบความรู้จากสภาสถาปนิกแต่ก็ยังสามารถเข้าสมัครงานหรือทำงานสถาปนิกได้ แต่การที่ยังไม่มีใบประกอบวิชาชีพนั้น ส่งผลให้ไม่สามารถเซ็นรับรองแบบสถาปัตยกรรมได้ ซึ่งจะส่งผลต่อความก้าวหน้าของอาชีพในอนาคตต่อไปด้วย

การศึกษา

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ซึ่งสถาบันที่เปิดรับได้แก่

– จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

– มหาวิทยาลัยศิลปากร

– มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

– สถาบันเทคโนฯพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

– มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

– มหาวิทยาลัยขอนแก่น

– มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด-หลักสูตรอินเตอร์)

– สถาบันราชมงคลต่างๆ

– มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

– มหาวิทยาลัยรังสิต

– มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (หลักสูตรเรียน 4 ปีได้ปริญญาตรี อีก 2 ปี ได้ปริญญาโท)

– มหาวิทยาลัยนเรศวร

– มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

  • คำแนะนำในการพัฒนาตนเอง
    • Hard Skill
      • สำหรับน้อง ๆ นักเรียนที่สนใจอยากเป็นสถาปนิก ควรฝึกฝนวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์ รวมทั้งเตรียมตัวสอบความถนัดทางศิลปะ ทางสถาปัตยกรรม
      • ฝึกทำ sketch design และความเข้าใจทางด้านสามมิติสำหรับการออกแบบอาคาร
      • ฝึกใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จำเป็นสำหรับสถาปนิก อย่างเช่น AUTO CAD, Sketch up, BIM
      • หาความรู้เรื่องกฎหมายอาคารและการออกแบบต่างๆ
    • Soft Skill​
      • พัฒนาทักษะการสื่อสาร โดยเฉพาะการอธิบายแนวความคิดและผลงานของเราให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่ายและนึกภาพออก
    • กิจกรรมต่างๆ
      • อ่านบทความหรือติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม หรือบทสัมภาษณ์สถาปนิกตามช่องทางต่าง ๆ ทั้ง online, podcast ต่างๆ
      • ในประเทศไทย มีสมาคมสถาปนิกสยาม รวมทั้งสภาสถาปนิกที่รวบรวมกลุ่มคนในวงการ ข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมในประเทศไทยไว้หลากหลายด้าน สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้
      • ติดตามงานสถาปนิก (Thailand Architect Expo) ซึ่งจะมีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

 

  • วงในสายอาชีพ

“เด็กรุ่นใหม่ กังวลว่าเข้าออฟฟิศได้เงินเดือนน้อย  ถ้าไม่มีประสบการณ์ในการทำงานบริษัท จะไม่มีประสบการณ์ในการ handle งานสเกลขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้น ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญ”

  • เรื่องเล่าในรั้วมหาวิทยาลัย
    • วิชาที่เรียน  สาขาของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ โดยส่วนใหญ่ ประกอบด้วย
      • สถาปัตยกรรม การออกแบบบ้าน อาคารสาธารณะ ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
      • สถาปัตยกรรมไทย เรียนรู้สถาปัตยกรรมไทยประเพณี และออกแบบอาคารไทยประเพณีและไทยประยุกต์
      • สถาปัตยกรรมภายใน การออกแบบตกแต่งภายในอาคาร
      • ภูมิสถาปัตยกรรม เรียนเกี่ยวกับการออกแบบพื้นที่ภายนอกอาคาร จัดสวน พืชพรรณต้นไม้
      • ออกแบบอุตสาหกรรม  : ออกแบบหลายอย่างทั้งผลิตภัณฑ์ Packaging ตกแต่งภายในพวก Display หน้าร้าน สิ่งทอ กราฟิก เซรามิก
      • วางแผนภาคและผังเมือง การจัดการผังเมืองให้เป็นระบบ ทางสัญจร ระบบการบริการ การจัดการเมืองให้เป็นสัดส่วน
    • ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย

ปี 1 จะเป็นการปรับพื้นฐานให้รู้จักกับศิลปะก่อนจากสองมิติ และเริ่มเพิ่มงานที่เป็นสามมิติ สุดท้ายจะให้ลองทำงานบ้านชั้นเดียว โดยจะเรียนเกี่ยวกับพื้นฐานสถาปัตยกรรมศาสตร์ ทั้งการออกแบบเบื้องต้น, การวาดเต้น เป็นต้น อาจมีการเข้าไปใน workshop เพื่อทำการเชื่อมเหล็ก ตัดไม้ สร้างแบบจำลองขนาดเท่าของจริงมาดูกัน ในเทอมที่สอง อาจจะเริ่มได้ออกแบบบ้านเล็กๆ เพื่อเรียนรู้การจัดเรียงฟังชั่นแบบง่ายๆ

ปี 2 จะเรียนลึกยิ่งชึ้นไป อย่างวิชาโครงสร้าง โครงสร้างเหล็ก, โครงสร้างไม้, เขียนแบบอาคารใหญ่ขึ้น, จะมีวิชาที่เป็นเทคนิควิธีให้ลง การตัดโมเดล, presentation อื่นๆอีกมากมาย แต่ละปีจะมีงานให้ลองออกแบบอาคารโดยค่อยๆ เพิ่มระดับสเกลของอาคารขึ้นเรื่อย ๆ  จากบ้านหลังเล็กเป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ เป็นโฮมออฟฟิศ จนกระทั่งเป็นอาคารสาธารณะขนาดเล็ก

ปี 3  เริ่มเข้าสู่การผสานเอาแนวคิดกับตัวสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกัน วิชาออกแบบจะเป็นพิพิธภัณฑ์ต่างๆ, อาคารเรียน, รีสอร์ท, Community Mall อาคารที่มีลักษณะเป็นพื้นถิ่นไทยประยุกต์ต่างๆ เริ่มมีการเรียนวิชาผังบริเวณ, ออกแบบชุมชน, ผังเมืองวิชาบริหารงานก่อสร้าง, ประมาณราคา, เขียนแบบอาคารขนาดใหญ่ขึ้นเช่น หอพัก

ปี 4 ถือเป็นปีที่หนักที่สุด มีการฝึกออกแบบโรงแรม พิพิธภัณฑ์ มีเรียนวิชาเทคโนโลยีอาคาร  สถาปัตยกรรมภายใน ภูมิสถาปัตยกรรม, สถาปัตยกรรมไทยแล้ว จะต้องเริ่มเตรียมหัวข้อวิทยานิพนธ์ รวมถึงฝึกงานอีกด้วย

ปี 5 ปีสุดท้ายทำวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษา สถาปนิก

  • ค่าเทอมตลอดหลักสูตร

210,000 บาท รายละเอียดค่าใช้จ่าย 21,000 บาท ต่อเทอม

  • มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก 

    1. Architectural Association School of Architecture (AA)

  • 2. Harvard University
  • 3. University of Cambridge
  • 4. Massachusetts Institute of Technology (MIT)
  • 5. Delft University of TechnologyTsinghua University
  • 6. ETH Zurich – Swiss Federal Institute of Technology
  • 7. National University of Singapore (NUS)
  • 8. Manchester School of Architecture
  • 9. University of California, Berkeley (UCB)
  • 10. UCL (University College London)
ยิว ฉัตรมงคล
ยิว ฉัตรมงคล

ยิว ฉัตรมงคล หวานเก่ง กุมมือเจนนี่ ที่มา เข้าโหมดคลั่งรัก โมเมนต์วันหยุดของเราสองคน ทำเอาบรรดาแฟนคลับฟินจิกหมอนกันน่าดู สำหรับคู่รักป้ายแดง เจนนี่ รัชนก สุวรรณเกตุ หรือ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น กับนายตำรวจหนุ่มรูปหล่อ ยิว-ฉัตรมงคล สมแก้ว

เพราะถึงแม้ทั้งคู่เพิ่งจะเลื่อนสถานะจาก เพื่อนร่วมงาน มาเป็น คนรู้ใจ ได้ไม่นาน แต่ระดับความหวานก็ถือได้ว่าไม่เป็นสองรองใครเลยจริงๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโมเมนต์ล่าสุด ที่ ยิว ฉัตรมงคล ได้นำมาโพสต์ลงบนอินสตาแกรม @mushinyiw ขณะที่เจ้าตัวและนักร้องสาวได้เดินทางไปพักผ่อนกันแบบส่วนตั๊ว…ส่วนตัว เพื่อสูดอากาศสดชื่นท่ามกลางธรรมชาติ

ก่อนจะชวนกันถ่ายภาพอวดความหวานสไตล์คนอินเลิฟเพื่อเก็บไว้เป็นที่รักลึก พร้อมแนบแคปชั่น “My holiday” จนแฟนคลับต้องเข้ามากดไลก์ให้รัวๆ กันเลยทีเดียว

ทั้งมุ้งมิ้ง ทั้งน่ารัก แถมยังใส่เสื้อคู่มาในธีมเดียวกันขนาดนี้ เห็นทีคงต้องมอบแฮชแท็ก #คลั่งรัก ให้ เจนนี่ – ยิว ไปครองซะแล้ว อิอิ

ตั๊ก-นุ้ย
ตั๊ก-นุ้ย

ตั๊ก-นุ้ย เผยภาพครอบครัวอบอุ่น “น้องภู” เรียนจบไฮสคูล ความภูมิใจของพ่อกับแม่ ทำเอาคนเป็นพ่อกับแม่ถึงกับยิ้มแก้มแทบปริกันเลยทีเดียว

สำหรับครอบครัวของตลกอารมณ์ดี นุ้ย เชิญยิ้ม ที่มา และ ตั๊ก ศิริพร เพราะล่าสุดลูกชายหัวแก้วหัวแหวน น้องภู ได้เรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยทั้งทางด้าน ตั๊ก-นุ้ย ต่างก็ผลัดกันอัปรูปลงอินสตาแกรมของตนเองกับความภูมิใจในครั้งนี้แบบสุดๆ พร้อมเขียนแคปชั่นที่บ่งบอกความตื้นตันใจจนเก็บไว้ไม่อยู่ว่า “วันดีๆ ของพี่อีกวัน..ภูจบไฮสคูลแล้ววันนี้ไปรับประกาศนียบัตร.เวลามันผ่านไปไวมากๆๆๆๆๆนี่จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเหรอเนี่ย”, “โอ้ย..ภูมิใจ”, “ความภูมิใจของพ่อกะแม่”

งานนี้แฟนๆ ต่างก็เข้ามาคอมเมนต์ร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จการศึกษาครั้งนี้ของ น้องภู ทั้งยังบอกด้วยว่าเป็นภาพครอบครัวที่น่ารักและดูอบอุ่นจนรับรู้ได้จากใจจริงๆ

ดีเจเพชรจ้า
ดีเจเพชรจ้า

ดีเจเพชรจ้า สยบข่าวรักร้าวกับ “นิวเคลียร์” ด้วยภาพครอบครัวสุขสันต์ริมสระน้ำ โมเมนต์ครอบครัวสุขสันต์ในสระน้ำกับลูกชายขาเม้าท์หงายเงิบกันไปเลย

หลังถูกจับตามองว่ารักกำลังมีปัญหาหรือเปล่าสำหรับคู่ของ ดีเจเพชรจ้า กับภรรยาสุดที่รัก ที่มา นิวเคลียร์ หรรษา เพราะระยะหง ลังไม่เห็นภาพคู่หวานๆ ของทั้งสองคนบนไอจีเหมือนอย่างเคย จึงทำให้แฟนคลับอดเป็นห่วงไม่ได้เลยมีการเข้ามาถามไถ่กันกลางไอจีเลยทีเดียว

ล่าสุด ดีเจเพชรจ้า ได้นำโมเมนต์ภาพน่ารักๆ ของลูกชาย น้องไทก้า กำลังสนุกสนานอยู่ในสระน้ำโดยมี นิวเคลียร์ คอยดูอยู่อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีคุณยายมาร่วมสร้างรอยยิ้มให้กับหลานชายอีกด้วย

เรียกว่าลือไม่ทันข้ามวัน ภาพน่ารักก็มีให้เห็นกันเลยสยบข่าวรักร้าวได้เป็นอย่างดี รักยังหวานอยู่จริงไม่พูดเยอะเนอะ

"<yoastmark

ซีรีส์ฝรั่งห้ามพลาด ในช่วงโควิด-19 วันหยุดนี้ไม่มีเหงา เอาใจสายขี้เหงา เนื้อหาของซีรีส์แต่ละเรื่องจะเป็นอย่างไร จะสนุกแค่ไหน ติดตามชมได้เลย

Game of Thrones (Season 1 – Season 8) เป็นเรื่องการชิงอำนาจและบัลลังก์ของตระกูลใหญ่บนแผ่นดินเวสเทอร์ลอส โดยจำลองภาพยุโปรยุคกลางผสมผสานความแฟนตาซี โดยดัดแปลงจากวรรณกรรมของ จอร์จ มาติน เสน่ห์ของซีรีส์เรื่องนี้ คือ เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ตัวละครที่เรารักจะตายเมื่อไร ไม่ว่าตัวเอก นางเอก ตัวละครสำคัญ ล้วนมีโอกาสตายไม่ตอนนี้ก็ตอนหน้า

เข้มข้นดุดันสำหรับตอนแรกของซีซั่น 8 หลังจากที่ Jon พากองทัพแปลกหน้ามาที่ Winterfell เพื่อร่วมต่อสู้กับกองทัพซอมบี้ White Walker ชาวเมืองรวมถึงน้องสาวของตัวเองก็ดูจะไม่ค่อยเชื่อใจเจ้าแม่มังกร Daenerys มากนัก เลยทำให้เปิดมา
ก็เกิดการขัดแย้งกันแล้วเจ้าแม่มังกร Daenerys และ Jon พร้อมกองทัพเดินทางมาถึง Winterfell และ Jon ได้กลับมาพบกับครอบครัวเขาอีกครั้ง เหล่าหัวเมืองทางเหนือนั้นพร้อมที่จะช่วยเหลือ Jon แต่พวกเขาก็ยังคงไม่เชื่อใจเจ้าแม่มังกรรวมถึง Tyrion ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสมุนมือขวาของเจ้าแม่มังกรไปเรียบร้อย

Review รีวิว ดูหนัง Game of Thrones Season 8 ซับไทย
Tyrion พยายามบอกทุกคนว่ากองทัพ Lannister จะมาช่วยรบในครั้งนี้ แต่ไม่มีใครอยากจะเชื่อคำพูดนี้เลย แน่ล่ะปลิ้นปล้อนกันมาตลอด Sansa เองก็ดูจะไม่ค่อยพอใจที่ Jon พาสาวสุดเอ็กซ์ขี่มังกรกลับมาด้วยส่วน Arya เองก็ตื่นเต้นที่ Jon กลับมา เนื่องจากสองคนนี้รักกันมาก ในขณะเดียวกัน ตัวร้ายสุดกวนทีนอย่าง Euron ก็คิดแต่อยากจะได้ราชินี และเขาได้นำกองทัพเกราะทองมาให้กับราชินิเพื่อต้องการให้เธอประทับใจ Theon บุกมาช่วน Yara ที่โดน Euron จับตัวไว้
หลังจากที่เขาไม่สามารถช่วยเธอไว้ได้ในรอบที่แล้ว Yara เลือกที่จะกลับไปยึด Iron Isles คืนและบอกให้ Theon ไปช่วย Winterfell ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาอยากทำ Bronn ถูกว่าจ้างให้ไปฆ่า Jaime และ Tyrion
ถ้าพวกเขารอดจากการรบกับกองทัพผีในครั้งนี้ คนที่น่าสงสารสุดคงจะเป็น Sam เพื่อนรัก Jon ที่สุดท้ายต้องมาค้นพบว่าพ่อที่เขาเกลียดกับพี่ชายสุดที่รักถูก Daenerys ฆ่าตาย ลำพังพ่อตายไปไม่เท่าไหร่ แต่พี่ชายที่ทำให้เขาเสียใจมาก

ในขณะที่ Sam ช่วยชีวิต Jorah บอร์ดี้การ์ดเจ้าแม่มังกรอีกคนที่หลงในเสน่ห์นาง ทำให้ Jorah และ Daenerys รู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัว Sam Bran น้องชาย Jon ได้บอก Sam ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องบอกความจริงกับ Jon ว่า แท้จริงแล้วนั้น Jon ไม่ใช่ลูกของ Ned Stark แต่เป็นลูกของ Rhaegar และ Lyanna ซึ่ง Rhaegar คือพี่ชายของ Daenerys นั่นก็แปลว่าเจ้าแม่มังกรคืออาของ Jon นั่นเองครับ สุดท้าย Sam ตัดสินใจบอก Jon และทำให้เขาตกใจมาก จากความจริงนี้ทำให้ Jon แท้จริงแล้วเขาก็คือคนที่สมควรจะได้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป ในอีกฟากหนึ่งแก๊ง Night’s Watch ก็ได้เจอกันโดยบังเอิญหลังจากสำรวจซากปราสาทและค้นพบว่ากองทัพซอมบี้ได้บดขยี้ที่นี่ไปเรียบร้อย พร้อมกับทิ้งข้อความไว้โดยการนำร่างเด็กหนุ่มปักกับดาบพร้อมกับชิ้นส่วนมนุษย์ตกแต่งไว้อยู่ๆเด็กหนุ่มก็ฟื้นขึ้นมาแต่เขาได้กลายเป็นซอมบี้ไปแล้ว ทำให้ก๊วน Night’s Watch ที่รอดชีวิตนี้ต้องรีบไปให้ถึง Winterfell ก่อนกองทัพซอมบี้ Game of Thrones 8

The walking dead (Season 1 – Season 10) The Walking Dead เป็นซีรีส์ซอมบี้สุดโด่งดังในยุคนี้ปัจจุบันมีถึง 10 ซีซั่น โดยในซีซั่น 5 The Walking Dead เคยสร้างปรากฎการณ์เปิดตัวด้วยยอดผู้ชมสูงสุด 17.3 ล้านคน ซึ่งเป็นยอดผู้ชมสูงสุดในประวัติศาสตร์ของเคเบิ้ลทีวีเลยทีเดียว นอกจากนี้ The Walking Dead ยังกวาดคำชมและคว้ารางวัลไปอย่างมากมาย เช่น ลูกโลกทองคำ และ ซีรีส์ยอดเยี่ยมจากสมาคมเขียนบทของสหรัฐฯ โดยเนื้อเรื่องหลักๆ กล่าวถึง ริค กริมส์ นายอำเภอผู้คุมเมืองในรัฐเคนตักกี้ โดนยิงหลังจากสกัดคนร้าย จนสลบไป หลังจากได้สติอีกครั้ง เขาก็พบว่าทั้งเมืองเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง และซากศพมากมาย รวมถึงเหล่ากองทัพผีดิบที่หิวโหยเต็มทั่วเมืองไปหมด เขาจึงต้องหาหนทางเอาตัวรอดและไปตามหาลูกเมีย ที่ไม่รู้ชะตากรรมว่าเป็นยังไงบ้าง

ซีรีส์ The walking dead  หรือ สาวกซอมบี้เรียกว่า TWD เป็นเรื่องมหากาพย์เกี่ยวกับการระบาดของโรคจนทำให้ผู้คนติดเชื้อกลายเป็นซอมบี้ในเรื่องจะเรียกซอมบี้ว่า “WALKER” ซีรีส์ฟอร์มยักษ์จากค่าย AMC ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยสร้างเค้าเรื่องมาจาก Comic Book ด้วยเรตติ้งที่ดีโกยรายได้มหาศาลทำให้มีถึง Season 10 ด้วยกันซึ่งออกอากาศตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 2010 – ปัจจุบัน  รวมระยะเวลาของหนังซีรีส์เรื่องนี้นานถึง 10 ปี ซึ่งผู้เขียนเองได้ติดตาม และรับชมมาตั้งแต่ Season แรกเลยในตอนนี้จะเขียนเรื่องราวโดยย่อของ Season 1 – 10

The walking Dead Season 1 (2010) ซีรีส์ซอมบี้เรื่องแรก ๆ ที่ฮิตในเวลานั้นซึ่งมาพร้อมกับซีรีส์วัยรุ่นที่เรตติ้งดีในตอนนั้น เป็นเรื่องราวของริค ผู้ช่วยนายอำเภอรัฐเคนตักกี้เข้าจับกุมคนร้ายและได้รับบาดเจ็บถูกยิงจนหมดสติ พอฟื้นจากอาการโคม่าภาพที่เขาเห็นทำให้เขาต้องตกใจเป็นอย่างมาก เพราะเมืองเต็มไปด้วยข้าวของกระจัดกระจายทิ้งร้าง และมีศพอยู่เกลื่อนเมือง  พร้อมฝูง“WALKER” เดินไล่ตามด้วยความหิวโหย เขาต้องเอาตัวรอด และตามหาครอบครัวของเขาที่ไม่รู้ชะตากรรมว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง ในซีซั่นนี้จะเป็นเรื่องราวของริคในการตามหาครอบครัวที่แอตแลนต้า และผู้รอดชีวิตคนอื่น ๆ

The walking Dead Season 2 (2011 – 2012)  ในซีซั่นนี้เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากซีซั่นแรกกลุ่มของริคเดินทางตามหาสถานที่ที่เหมาะสมจะเป็นที่พักอาศัยและได้พบกับฟาร์มเฮอร์เชลที่เป็นสถานที่เหมาะสมสำหรับพักอาศัยในด้านความปลอดภัย และอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ซึ่งตัวเจ้าของฟาร์มเฮอร์เชลเป็นสัตวแพทย์ เมื่อกลุ่มของริคอยู่ไปสักพักก็พบความแปลกอีกอย่างที่ภายในฟาร์มเฮอร์เชลได้ปกปิดเรื่องการเก็บเพื่อน “WALKER” จำนวนมากไว้ในโรงเก็บของ และเรื่องราวของเชนเพื่อนของริค ที่มีเรื่องคับข้องใจบางอย่างทำให้เป็นเหตุแตกหักความเป็นเพื่อนทะเลาะบาดหมางกัน กลุ่มของริคจะดำเนินชีวิตเอาตัวรอดภายในฟาร์มของเฮอร์เชลได้อย่างไรต้องติดตามชมในซีซั่น 2 นี้

The Walking Dead Season 3 (2012 – 2013) ซีซั่นนี้เพิ่มความเข้มข้นขึ้นโดยกลุ่มของริคพร้อมกับสมาชิกในฟาร์มเฮอร์เชลได้หนีฝูง “WALKER” รอนแรมจนมาเจอคุกนอกเมืองพวกเขามองเห็นความหนาแน่นรั้วรอบขอบชิดของสถานที่แห่งนี้แล้วเริ่มจัดโซนต่าง ๆ เพื่อจัดสร้างเป็นที่อยู่อาศัยแต่แล้วก็เจอกลุ่มเจ้าถิ่นนำโดยผู้ว่าวู้ดเบอรี่ เมื่อไม่มีผู้กุมกฎหมายผู้คนที่รอดชีวิตก็เริ่มอยู่กันอย่างไร้วัฒนธรรมไร้กฎหมายจึงนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม ทำให้เกิดเหตุต่อสู้ฆ่าฟันกันจนเสียเลือดเนื้อรวมไปถึงเสียงปืนทำให้พวก “WALKER” เพิ่มจำนวนเดินมุ่งหน้ามาตามเสียงปืน จนเป็นเหตุที่มาของเรื่องราวในซีรีส์นี้

The Walking Dead Season 4 (2013 – 2014) หลังจากที่สงบแล้วจากภัยคุกคามกลุ่มของริคอาศัยอยู่ที่คุกมีการทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ปลูกผักผลไม้ เพื่อยั้งชีพ สอนเด็ก ๆ ให้ใช้อาวุธป้องกันตัวยามเจอภัยจากมนุษย์ และพวกวอกเกอร์ ไม่นานโรคระบาดก็เกิดขึ้นกับสัตว์จนล้มตายไปหลายชีวิต ภายในกลุ่มเองก็มีคนเสียชีวิตจากโรคระบาดนี้จนกลายเป็นซอมบี้ เป็นเหตุให้กลุ่มของริคทะเลาะกันเองเรื่องวิธีการจัดการศพ  มิหนำซ้ำผู้ว่าวู้ดเบอรี่ยังวางแผนโจมตีเพื่อที่จะยึดคุกของกลุ่มริคจนเป็นเหตุให้ริคต้องสู้กลับ เพราะการกระทำของผู้ว่าจึงนำมาซึ่งความขัดแย้งบีบให้ริคต้องสู้กลับในซีซั่นนี้มีทั้งปัญหาภายในกลุ่มความสัมพันธ์ของคนในกลุ่ม และเป็นการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มเมื่อใช้ไม้อ่อนไม่ได้คงต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเสียแล้ว

The Walking Dead Season 5 (2014 – 2015) กลุ่มของริคถูกจับในเทอร์มินอล หรือพวกกินคน รวมไปถึงคนอื่น ๆ ไว้ภายในตู้คอนเทรนเนอร์เพื่อเป็นอาหาร ป้าแคล (แครอล) ได้วางแผนเข้าช่วยเหลือริค และพยายามช่วยทุกคนให้รอดพ้นจากกลุ่มเทอร์มินอลนี้  ในตอนนี้จะมีตัวละครเพิ่มมาใหม่ การหลบหนีออกจากสถานที่นี้ การเดินทางไปที่กรุงวอชิงตัน เพื่อหาสถานที่รักษาเชื้อไวรัสที่มาจากซอมบี้

The walking Dead Season 6 (2015 – 2016)  อเล็กซานเดรียสถานที่ที่น่าจะเหมาะสมที่สุดในการพักอาศัย  แต่ผู้คนในเมืองไม่รู้วิธีการต่อสู้ การเอาชีวิตรอดจากวอกเกอร์ดูเหมือนจะวิ่งอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ กลุ่มของริคต้องปรับตัวให้เข้ากับที่นั่นให้ได้ ต้องลดความรุนแรงซึ่งขัดกับโลกภายนอกรั้วนั้นมาก  ในตอนนี้จะเป็นส่วนเริ่มของการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดเพื่อที่อยู่อาศัย และยังต้องระมัดระวังภัยคุกคามจากกลุ่มอื่น และคนภายในกลุ่มอีกด้วยซึ่งเป็นชนวนเหตุให้เกิดความสูญเสีย

The walking Dead Season 7 (2016 – 2017) สถานการณ์เริ่มมีความตึงเครียด และรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเกิดความสูญเสียบุคคลสำคัญของกลุ่มซึ่งเป็นตัวละครหลัก นีแกนผู้นำของกลุ่มมีความโหดร้ายบ้าคลั่งมาก ทำให้กลุ่มของริคได้แยกกระจายออกไปตามกลุ่มต่าง ๆ นีแกนกับริคได้มีการทำข้อตกลงร่วมกันซึ่งนีแกนได้จับแดริลไว้เป็นตัวประกันเป็นนักโทษ และยังพยายามเปลี่ยนแดริลให้เป็นพวกของเขา หากริคไม่ทำตามข้อตกลงแดริลจะต้องมีอันเป็นไป ในตอนท้ายจะมีการรวมกลุ่มสู้กันของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการส่งอาหารให้กับกลุ่มนีแกน

  The Walking Dead Season 8 (2017 – 2018) เป็นการต่อสู้กันระหว่างสงครามระหว่างกลุ่มริครวมกับกลุ่มพันธมิตร และกลุ่มนีแกน (เซเวียร์) จะถึงจุดที่แตกหักมีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้น  ซึ่งเป็นบททดสอบความซื่อสัตย์จงรักภักดีของกลุ่มนี้รวมถึงตัวเอกของเรื่องอย่างริคได้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปด้วย และเรื่องราวการร่วมมือกันของกลุ่มเพื่อเป้าหมายเดียวกันอันยิ่งใหญ่ ในตอนนี้เรื่องร้ายกลายเป็นดีพลอตเรื่องพลิกล็อคได้อีก

The Walking Dead Season 9 (2018 – 2019) หลังจากการทำสงครามกับพวกเซเวียร์แล้ว ก็มีกลุ่มตัวร้ายใหม่กลุ่มเสียงกระซิบที่ทำหน้ากากจากหนังของวอกเกอร์สวมใส่ซึ่งในขณะนั้นริคเองพยายามใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขไม่เบียดเบียนกันแต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างหวังพวกเขาจะดำเนินชีวิตการเป็นอยู่อย่างไรต้องติดตามชมในซีซั่น 9

The Walking Dead Season 10 (2019 – 2020) การแบ่งอาณาเขตของกลุ่มเสียงกระซิบ ทำให้กลุ่มพันธมิตรปฏิบัติตามกฎจึงไม่เป็นเหตุให้เกิดภัยอันตรายแต่หากวันหนึ่งมีใครล่วงล้ำเข้าไปในเขตของเสียงกระซิบแล้วอาจด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตามวันนึงมีเหตุการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรต้องทำผิดกฎล้ำเขตเข้าไปจนเป็นชนวนเหตุให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพันธมิตรกับกลุ่มเสียงกระซิบขึ้นจึงเป็นเรื่องราวของซีซั่นนี้

Prison Break (Season 1 – Season 5) Prison Break เป็นซีรีส์ยอดนิยม ที่สร้างปรากฎการณ์ทำให้คนแห่มาดูซีรีส์ในเมืองไทยอย่างคับคั่ง ด้วยเรื่องราวตื่นเต้นสนุกน่าติดตามจนทำให้หลายคนติดงอมแงม โดยซีรีย์ชุดนี้มีทั้งสิ้น 5 ซีซั่น เรื่องราวของ Dominic Purcell (Lincoln Burrows) ได้รับโทษฐานฆาตกรรมเทอร์เรนส์ สเตดแมน (Jeff Perry) น้องชายของรองประธานาธิบดี ด้วยหลักฐานอันหนาแน่นทำให้เขาถูกตัดสินว่าผิดจริง ลินคอล์นถูกตัดสินประหารชีวิต และถูกส่งไปกักกันตัวที่คุกฟ็อกซ์ริเวอร์สเตตเพื่อรอรับโทษ น้องชายของลินคอล์นผู้เฉลียวฉลาดเป็นวิศวกรโครงสร้าง Michael Scofield (Wentworth Miller) ได้พยายามจะวางแผนช่วยพี่ชายของเขาหนีออกจากคุก เขาทำการปล้นธนาคารเพื่อให้ได้จำคุกที่คุกฟอกซ์ริเวอร์ที่เดียวกับพี่ชาย เขาได้ทำงานแข่งกับเวลาอีกทั้งอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเขาร่วมมือกับนักโทษภายในคุกเพื่อจะเอาพี่ชายของเขาออกมาให้ได้

Prison Break Season 2 : แผนลับแหกคุกนรก ปี 1 (2002) พระเอกพยายามทำผิดกฏหมายเพื่อให้ตัวเองได้เข้าไปติดคุกที่เดียวกับพี่ชาย ที่กำลังจะโดนประหารข้อหา ฆ่าน้องชายรองประธานาธิบดี แต่พี่ชายยืนยันว่าตนโดนใส่ร้าย พระเอกจึงต้องการจะเข้าไปแหกคุกพาพี่ชายหนี จุดเริ่มต้นดูเล็กน้อย แต่ว่า ทุกเหตุการณ์ต้องมีการวางแผน ทุกอย่างต้องแยบยล โดยมีอุปสรรคเข้ามาเป็นระยะ ๆ ทั้ง เวลาประหารที่ใกล้เข้ามา การดำเนินตามแผนการณ์ เหล่านักโทษที่ไม่ชอบหน้า และกลุ่มคนที่วางแผนใส่ร้ายนั้นก็คุกคามครอบครัวคนอื่น ๆ ที่อยู่นอกคุก เนื้อเรื่องชวนติดตาม คอยลุ้นตลอดว่า พระเอกจะคิดยังไงต่อไป จะทำยังไงต่อ คนเขียนบทเขียนได้ดีมากการดำเนินเรื่องมีอุปสรรคตลอด และดึงเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตัวละคร ทั้งสงสาร ทั้งกดดัน และเอาใจช่วยถอนหายใจก็หลายหน บางตอนถึงกับปิดตา Smiley “เอ้ย อย่านะ อย่านะ อย่า อย่า…” 555 (อินไปนิด) ลุ้นจนหมอนจะขาด ทั้งกอด ทั้งบิด วุ้ย ตื่นเต้น ส่วนที่ชอบคือ บุคลิกพระเอก ซึ่งเป็นคนที่ฉลาด และรักครอบครัวซึ่งก็คือพี่ชายมาก ถึงขนาดที่ยอมละทิ้งหน้าที่การงานอันมั่นคง ยอมติดคุกเพื่อมาพาพี่หนีออกไป ในเรื่องเป็นคนพูดน้อย คิดเยอะ และแสดงออกทางสายตาเป็นหลัก กล้องมักซูมตาสีฟ้า ๆ เวลาครุ่นคิด ( ใจละลาย) ยิ่งเวลาถอดเสื้อ โห รอยสักได้ใจมาก ๆ ดูเป็น bad boy แบบเถื่อน ๆ นอกจากจะกรี๊ดเนื้อเรื่องแล้ว ขอแถมด้วยพระเอกอีกนิดคงไม่เป็นไรกระมัง อุอิ Smiley จบตรงที่พระเอกพาพี่ชายหนีออกมาได้ และกำลังหนีการไล่ล่าของตำรวจ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามตอนต่อไป

Prison Break Season 2 : แผนลับแหกคุกนรก ปี 2 (2003) เรื่องราวต่อเนื่องจากภาคที่แล้ว ที่พระเอก ไมเคิล สกอฟิลล์ พาพี่ชาย ลินคอร์น เบอร์โลว์ และเพื่อนๆแหกคุกออกมาได้ทั้งหมด 8 คน เมื่อออกมาแล้ว ทุกคนต้องหนีเอาตัวรอดตาเส้นทางของแต่ละคนและก็มีเป้าหมายอยู่ที่เงิน 5 ล้านของ ดีบี คูเปอร์ ซึ่งเงินก้อนนี้จำเป็นต่อการอยู่รอดของทุกคนจึงเปรียบเสมือนแม่เหล็กที่ดึงทุกคนกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง นอกจากนั้นตำรวจฝีมือดีอย่างอเล็กซานเดอร์ มาโฮน (William Fichtner) ที่สามาถแกะรอยเส้นทางการหนีของสกอฟิลล์ได้อย่างน่าติดตาม ในปีที่ 2 นี้เราจะได้พบกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการจับกลุ่มของตัวละครที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนและผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงตลอดทุกตอน ติดตามการหนีการตามล่าของทั้งตำรวจและองค์กรลับ “The Company” ตลอดจนการช่วงชิงเงิน 5 ล้านที่เป็นเป้าหมายของทุกคนได้ใน Prison Break Season 2

หลังจากที่ดูซีรีย์ชุดนี้ปี 1 จบก็ไปหาปีที่ 2 มาดูอย่างต่อเนื่อง ในปี 2 นี้เนื้อเรื่องยังคงเฉียบขาดและเข้มข้นเช่นเคยถึงแม้หลายๆคนจะมองว่าพอออกนอกคุกแล้วมันไม่ค่อยสนุกเท่าในคุกก็เถอะนะ ในปีนี้สกอฟิลล์พระเอกนอกจากจะต้องดำเนินแผนตามที่เขียนไว้บนร่างกายของตัวเองแล้วยังต้องระวังหลังเพราะภาคนี้มีตำรวจมือดีอย่างอเล็ก มาโฮนที่อ่านแผนการของสกอฟิลล์ออกอย่างเหลือเชื่อทำให้การช่วงชิงจังหวะของ 2 คนนี้น่าดูมากครับ ตรงนี้ขอชมคนเขียนบทนะว่าสร้างตัวละครตัวนี้มาข่มกับสกอฟิลล์ได้ดีครับ ทำให้ไม่รู้สึกว่าอะไรๆที่สกอฟิลล์ทำจะง่ายไปหมด
นอกจากสกอฟิลล์และเบอร์โลว์แล้วคนอื่นๆอีก 6 คนที่หนีออกมาล้วนแล้วแต่แยกกันหนีด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป ซึ่งตรงนี้ขอชี้ให้เห็นว่าคนเขียนบทเขียนออกมาได้ดีมากเพราะสามารถแสดงให้เราได้เห็นถึงวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละคนและที่สำคัญทางเลือกครับโดยเฉพาะแบ็คเวล หมอนี่เลือกเส้นทางเพื่อแก้ปมในใจของตนเองซึ่งอาจจะเป็นทางเลือกที่ไม่ฉลาดนักแต่เหมาะสมกับคนอย่างเขา อย่างไรก็ดีไม่ว่าคนที่หนีมาจะมีเป้าหมายอย่างไร แต่ทุกคนถูกความจำเป็นบังคับทำให้พบกันและต้องมาแย่งชิงเงิน 5 ล้าน สังเกตุเงินดีๆนะเปลี่ยนมือเร็วมากและดูไว้นะเงินก้อนนี้ล่ะแสดงให้เห็นถึงความหมายของคำว่าข้อตกลง

Prison Break Season 2 : แผนลับแหกคุกนรก ปี 3 (2005) ปีที่ 3 Prison Break ในปีนี้เรื่องราวยังคงเข้มข้นเช่นเดิม เมื่อความผิดพลาดเล็กน้อยในภาคที่แล้วและแผนการของ The Company ทำให้ ไมเคิ่ล สกอฟิลล์ ต้องติดคุกที่สุดโหดที่หนึ่งในโลกคือ คุกโซน่าในประเทศปานามาซึ่งเป็นคุกไร้ซึ่งผู้คุมเป็นแหล่งรวมของเดนทรชนอย่างแท้จริง ในคุกนั้นสกอฟิลล์ได้รับการติดต่อจาก The Company ให้นำตัวคนๆหนึ่งแหกคุกออกมาด้วย ซึ่งคนๆนี้กุมความลับบางอย่างขององค์กรเอาไว้ เพื่อแลกกับความปลอดภัยของซาร่าและแอลเจ สกอฟิลล์จึงต้องใช้ความพยายามยิ่งกว่าที่ผ่านมาในการแหกคุก ติดตามการแหกคุกครั้งที่ 2 ของ ไมเคิ่ล สกอฟิลล์ที่แสนจะยากลำบากและประสบปัญหามากมาย เพราะทุกอย่างเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การทำตามแผนเช่นเคยอีกต่อไป แล้ว สกอฟิลล์จะแก้ปัญหาและเอาตัวรอดจากสถานการณ์และแหกคุกที่โหดสุดๆแบบนี้ได้ หรือไม่ติดตามทั้งหมดได้ในปีที่ 3 กับ Prison Break

หลังจากการหนีเอาตัวรอดอย่างสุดความสามารถในปีที่ 2 กลับมาในปีที่ 3 สกอฟิลล์ติดคุกอีกแล้ว แต่คุกคราวนี้ความเป็นอยู่ไม่ดีเหมือนฟ๊อกซ์ริเวอร์นะ เพราะคุกโซน่าเป็นคุกที่สกปรกประมาณว่าอยู่กันตามมีตามเกิดและไม่มีผู้คุมทำให้ในคุกผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด ในคุกโซน่านั้นนอกจากสกอฟิลล์แล้วยังมีเพื่อนเก่าของเขามาติดด้วย 3 คนได้แก่ แบ็คเวล มาโฮน และ เบลิค เมื่อเขาไปในคุกได้ไม่นานสกอฟิลล์ได้รับการติดต่อจากเกรทเช่น มอร์แกน (Jodi Lyn O’keefe) ให้ช่วยคนๆหนึ่งออกจากโซน่า ซึ่งคนๆนี้กุมความลับสำคัญเอาไว้
คุกโซน่าเป็นคุกที่สุดโหดไม่มีใครเคยแหกได้มาก่อน กฎอย่างหนึ่งของคุกนี้คือฆ่าก่อนถามทีหลัง การจะหนีอกจากที่นี่เป็นเรื่องที่ว่ากันว่าเป็นไปไม่ได้ สกอฟิลล์จึงจำเป็นต้องวางแผนและหาทางออกจากโซน่าแต่ครั้งนี้ยากมากๆ เพราะสถานการณ์ค่อนข้างสดมากและปัจจัยต่างๆควบคุมได้ยาก สกอฟิลล์ต้องพยายามรวมตัวกับพวกเพื่อนเก่าเพื่อหาทางออกจากโซน่าด้วยวิธีการที่แสนชาญฉลาดอีกเช่นเคย พร้อมกับต้องพยายามทำตามเงื่อนไขเพื่อความปลอดภัยของซาร่าและแอลเจ
สำหรับภาคนี้คิดว่าบทของหนังแสดงความเป็นอยู่ของคนในโซน่าได้ดี ตลอดจนการปรับตัวเพื่อการเอาตัวรอดของตัวละครหลักแต่ละคนที่ต้องไปอยู่ในโซน่า คนแบบไหนจะใช้ชีวิตในโซน่าได้ดีกว่ากันในการเอาตัวรอด สิ่งที่ชอบในภาคนี้คือความสดของสถานการณ์ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมากและยากแก่การควบคุมรวมถึงความกดดันที่โถมเข้ามาทำให้สกอฟิลล์ต้องคิดภายใต้แรงกดดันที่มาก ตรงนี้อยากให้หลายๆคนที่ชมลองดูวุฒิภาวะของสกอฟิลล์ให้ดีๆนะครับสุดยอดจริงๆ ลองดูการคิดภายใต้เงื่อนไขและความกดดันดูค่ะ
เป็นอีกปีที่ทำออกมาได้ไม่ยาวมากแต่เนื้อเรื่องออกมาได้ดีตามมาตรฐาน ควรหามาชมดูค่าาาา
Prison Break Season 2 : แผนลับแหกคุกนรก ปี 3 (2005)
ปีที่ 3 Prison Break ในปีนี้เรื่องราวยังคงเข้มข้นเช่นเดิม เมื่อความผิดพลาดเล็กน้อยในภาคที่แล้วและแผนการของ The Company ทำให้ ไมเคิ่ล สกอฟิลล์ ต้องติดคุกที่สุดโหดที่หนึ่งในโลกคือ คุกโซน่าในประเทศปานามาซึ่งเป็นคุกไร้ซึ่งผู้คุมเป็นแหล่งรวมของเดนทรชนอย่างแท้จริง ในคุกนั้นสกอฟิลล์ได้รับการติดต่อจาก The Company ให้นำตัวคนๆหนึ่งแหกคุกออกมาด้วย ซึ่งคนๆนี้กุมความลับบางอย่างขององค์กรเอาไว้ เพื่อแลกกับความปลอดภัยของซาร่าและแอลเจ สกอฟิลล์จึงต้องใช้ความพยายามยิ่งกว่าที่ผ่านมาในการแหกคุก ติดตามการแหกคุกครั้งที่ 2 ของ ไมเคิ่ล สกอฟิลล์ที่แสนจะยากลำบากและประสบปัญหามากมาย เพราะทุกอย่างเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การทำตามแผนเช่นเคยอีกต่อไป แล้ว สกอฟิลล์จะแก้ปัญหาและเอาตัวรอดจากสถานการณ์และแหกคุกที่โหดสุดๆแบบนี้ได้ หรือไม่ติดตามทั้งหมดได้ในปีที่ 3 กับ Prison Break
หลังจากการหนีเอาตัวรอดอย่างสุดความสามารถในปีที่ 2 กลับมาในปีที่ 3 สกอฟิลล์ติดคุกอีกแล้ว แต่คุกคราวนี้ความเป็นอยู่ไม่ดีเหมือนฟ๊อกซ์ริเวอร์นะ เพราะคุกโซน่าเป็นคุกที่สกปรกประมาณว่าอยู่กันตามมีตามเกิดและไม่มีผู้คุมทำให้ในคุกผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด ในคุกโซน่านั้นนอกจากสกอฟิลล์แล้วยังมีเพื่อนเก่าของเขามาติดด้วย 3 คนได้แก่ แบ็คเวล มาโฮน และ เบลิค เมื่อเขาไปในคุกได้ไม่นานสกอฟิลล์ได้รับการติดต่อจากเกรทเช่น มอร์แกน (Jodi Lyn O’keefe) ให้ช่วยคนๆหนึ่งออกจากโซน่า ซึ่งคนๆนี้กุมความลับสำคัญเอาไว้
คุกโซน่าเป็นคุกที่สุดโหดไม่มีใครเคยแหกได้มาก่อน กฎอย่างหนึ่งของคุกนี้คือฆ่าก่อนถามทีหลัง การจะหนีอกจากที่นี่เป็นเรื่องที่ว่ากันว่าเป็นไปไม่ได้ สกอฟิลล์จึงจำเป็นต้องวางแผนและหาทางออกจากโซน่าแต่ครั้งนี้ยากมากๆ เพราะสถานการณ์ค่อนข้างสดมากและปัจจัยต่างๆควบคุมได้ยาก สกอฟิลล์ต้องพยายามรวมตัวกับพวกเพื่อนเก่าเพื่อหาทางออกจากโซน่าด้วยวิธีการที่แสนชาญฉลาดอีกเช่นเคย พร้อมกับต้องพยายามทำตามเงื่อนไขเพื่อความปลอดภัยของซาร่าและแอลเจ
สำหรับภาคนี้คิดว่าบทของหนังแสดงความเป็นอยู่ของคนในโซน่าได้ดี ตลอดจนการปรับตัวเพื่อการเอาตัวรอดของตัวละครหลักแต่ละคนที่ต้องไปอยู่ในโซน่า คนแบบไหนจะใช้ชีวิตในโซน่าได้ดีกว่ากันในการเอาตัวรอด สิ่งที่ชอบในภาคนี้คือความสดของสถานการณ์ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมากและยากแก่การควบคุมรวมถึงความกดดันที่โถมเข้ามาทำให้สกอฟิลล์ต้องคิดภายใต้แรงกดดันที่มาก ตรงนี้อยากให้หลายๆคนที่ชมลองดูวุฒิภาวะของสกอฟิลล์ให้ดีๆนะครับสุดยอดจริงๆ ลองดูการคิดภายใต้เงื่อนไขและความกดดันดูค่ะ

Prison Break Season 4 : แผนลับแหกคุกนรก ปี 4 (2008) หลังจากหลบหนีออกมาจากคุกโซน่าได้สำเร็จ ไมเคิ่ล สกอฟิลล์ และพรรคพวกได้รับข้อเสนอให้จัดการกับ The Company เพื่อแลกกับอิสระภาพของพวกเขา เพื่อการนั้นสกอฟิลล์จะต้องร่วมมือกับพวกเพื่อนๆทีมงานแหกคุกฟ๊อกซ์ริเวอร์อีกครั้งเพื่อหาแผ่นการ์ดที่มีข้อมูลลับของ The Company อยู่ข้างในที่เรียกว่า “ซิลล่า” ซึ่งซิลล่าแต่ละชิ้นนั้นกระจายอยู่กับสมาชิกคนสำคัญขององค์กร ติดตามการไล่ล่าซิลล่าด้วยวิธีการอันชาญฉลาดตามแบบของไมเคิ่ลสกอฟิลล์และพรรคพวกได้ในปีสุดท้ายของซีรีย์ที่ว่ากันว่าดีที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่ง

เนื้อเรื่องดำเนินมาถึงปีสุดท้ายแล้วครับกับ Prison Break ในปีนี้นั้นไมเคิ่ลและกลุ่มเพื่อนเก่าๆกลับมารวมกันทำงานใหญ่อีกครั้ง นั่นคือการล้มองค์กรอย่าง The Company การจะล้มองค์กรนี้ได้จำเป็นที่จะต้องได้การ์ดที่เรียกว่า ซิลล่า พวกของสกอฟิลล์จำเป็นที่จะต้องรวบรวมซิลล่าให้ครบเพื่อเปิดดูข้อมูลความลับเหล่านั้นซึ่งจะนำมาสู่การล่มสลายขององค์กรอย่างถาวร
ในปีสุดท้ายนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดมากๆอย่างหนึ่งคือพัฒนาการของตัวละครแต่ละตัว บทของตัวละครแต่ละคนแสดงออกถึงมุมมองในแต่ละเรื่องที่เปลี่ยนไปในระหว่างการตามหาซิลล่านั้นเราจะได้เห็นเรื่องพวกนี้อย่างชัดเจน ไม่เว้นแม้กระทั่งแบ็คเวลบางครั้งเราอาจจะได้เห็นแบ็คเวลในอีกมุมมองก็ได้ในปีนี้ เนื้อเรื่องในภาคสุดท้ายนี้ยังคงมีการหักมุมให้เห็นอยู่บ้างแต่บอกตามตรงเลยมันยังหักไม่เท่าที่ผ่านๆมาคือสามารถเดาได้ในหลายครั้งเรื่องของตัวละครที่เพิ่มขึ้นนั้นแน่นอนว่าเพิ่มขึ้นมาพอสมควรครับแต่จะมีผลกับเนื้อเรื่องบ้างแค่บางคนเท่านั้น
ส่วนตัวแล้วภาคนี้ถือเป็นตอนจบที่ผมคิดว่าแค่พอใช้นะเนื้อเรื่องมันยังคงอารมณ์เดิมๆไว้ได้แต่ท้ายสุดแล้วเหตุการณ์กลับจบลงง่ายๆได้เหมือนกันและยิ่งมาพบกับฉากจบที่กระชากอารมณ์ด้วยแล้วก็เลยอดบ่นไม่ได้น่ะ

รีวิว Prison Break 5  ถือได้ว่าเป็น Series ที่ผมรอคอย หลังจากที่ผมได้ยินข่าวว่า จะสร้าง Seasons 5 กับ Prison Break และผมคิดว่า นี่คือ Series ในดวงใจของใครหลาย ๆ คนครับ รวมถึงตัวผมเองด้วย

          ถ้าใครได้ดู Prison Break ตั้งแต่ Seasons 1 น่าจะรู้ว่า Series นี้ สนุกแค่ไหน แค่พล็อตเรื่องของการแหกคุก ผมว่ามันก็น่าสนุกแล้ว

ในตอนสุดท้ายของ Seasons พิเศษ จะกล่าวว่า ไมเคิล สกอร์ฟิลด์ ได้ตายจากไป (ถ้าใครยังไม่เคยดู และมาอ่านที่ผมเขียนก่อน ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่ต้องสปอยเนื้อเรื่องตรงจุดนี้) จากการโดนระเบิด หลังจากที่ได้ช่วยภรรยาสุดที่รัก ซาร่า แหกคุกได้สำเร็จ

ใน Seasons 5 ก็จะกล่าวต่อจาก Seasons พิเศษ ว่าแท้จริงแล้ว ไมเคิล สกอร์ฟิลด์ ยังไม่ได้ตาย แต่ไปอยู่อีกที่หนึ่ง ซึ่งการที่ยังมีชีวิตอยู่ของ ไมเคิล สกอร์ฟิลด์ เพราะว่าตัว ไมเคิล เอง ได้ทำงานให้กับองค์กร ๆ หนึ่ง

เนื้อเรื่องย่อ ของ Prison Break Seasons 5 ผมจะเล่าแบบย่อ ๆ โดยที่ไม่สปอยเนื้อเรื่องมากนักนะครับ เนื้อเรื่องย่อมีอยู่ว่า

“ตัวของ ลินคอร์น เบอร์โรว์ ซึ่งเป็นพี่ชายของไมเคิล สกอร์ฟิลด์ ได้รับจดหมายจาก ทีแบ็ค ในเนื้อความจดหมาย เป็นรหัสลับ พร้อมทั้งภาพของ ไมเคิล สกอร์ฟิลด์ ทำให้ ลินคอร์น เบอร์โรว์ ค้นหาว่า แท้จริงแล้ว ชายในภาพใช่ ไมเคิล สกอร์ฟิลด์ จริงไหม และถ้าใช่ ตัวไมเคิล อยู่ที่ใด เมื่อได้ทราบความจริงแล้ว จึงได้เข้าไปช่วยเหลือ ไมเคิล สกอร์ฟิลด์”

เนื้อเรื่องใน Seasons 5 ค่อนข้างสนุกครับ ดูจบตอนหนึ่งแล้ว ก็อยากดูตอนต่อไปอีก ความรู้สึกจะคล้าย ๆ กับตอนดู Seasons 1 ครับ (เป็นความรู้สึกส่วนตัวผมนะครับ)

คนเขียนบทใน Seasons 5 ผมว่าค่อนข้างเขียนได้อย่างชาญฉลาด ยิ่งช่วงหลัง ๆ สู้กันด้วยกลเม็ด ทำให้คนดูอย่างเรา ๆ ลุ้น และได้เห็นความฉลาดของ ไมเคิล สกอร์ฟิลด์ ที่คนเขียนบทปรุงแต่งให้ฉลาดสุด ๆ

ผมคอยลุ้นอยู่ตลอดว่า เบอร์โรว์ จะช่วยเหลือ ไมเคิล ด้วยวิธีใด เพราะตัว เบอร์โรว์ เอง ไม่ค่อยถนัดใช้สมอง เหมือนกับ ไมเคิล ครับ และลุ้นอีกด้วยว่า ใครคือคนบงการเรื่องนี้

Sherlock (Season 1 – Season 13) คงไม่มีใครไม่รู้จักซีรีส์เรื่องนี้แน่นอนค่ะ ใครที่ชื่นชอบซีรีส์แนวสืบสวน พระเอกฉลาดสุดๆ ต้องห้ามพลาด โดยซีรีส์เรื่องนี้ เป็นเรื่องของนักสืบชื่อดังอย่าง Sherlock Holmes (Benedict Cumberbatch) ที่มีคู่หูเป็นหมอวัตสัน (Martin Freeman) ทำงานสืบสวนคดีต่างๆที่เกิดขึ้น จนทำให้ซีรีส์ประสบความสำเร็จได้เรตติ้งสูง และชนะรางวัลอีกมากมาย

CSI (Season 1 – Season 15) ซีรีส์สืบสวนยอดนิยม เป็นหนึ่งในซีรีส์ที่มีผู้คนทั่วโลกดูมากที่สุด เป็นจำนวนถึง 15 ซีซั่น
รวมทั้งยังกวาดรางวัลคุณภาพมากมาย เรื่องราวของซีรีส์เรื่องนี้เกี่ยวกับการสืบสวนคดีอาชญากรรม โดยทีมของเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์และนิติเวช
และเจ้าหน้าที่สืบสวน แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญเก่งในแต่ละด้านไม่เหมือนกัน แบ่งงานกันทำ
จนนำมาประติดประต่อรับลูกกันจนสามารถทำนายจากพยานหลักฐานที่พบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร เหมือนตามองเห็นโดยที่ไม่ต้องอาศัยพยานบุคคลจนฆาตกรต้องยอมจำนน

Black Mirror (Season 1 – Season 5) Black Mirror คือซีรีส์ทางฝั่งอังกฤษ เนื้อหาของเรื่องจะสะท้อนด้านมืดของเทคโนโลยี
รวมถึงสำรวจจิตใจของมนุษย์และสังคม ซีรีส์นี้จะเล่าเรื่องสมมุติว่าถ้าเทคโนโลยีได้พัฒนาไปถึงจุดหนึ่งแล้ว จะส่งผลกระทบอะไรต่อมนุษย์บ้าง
หากมนุษย์คิดค้นนวัตกรรมอะไรออกมาใหม่เพื่อช่วยอำนวยประโยชน์แก่มนุษยชาติ จะเป็นไปได้ไหมว่าอาจจะมีโทษที่เราคาดไม่ถึง
เนื้อหาส่วนใหญ่จะเล่าถึงโลกอนาคต แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องเสมือนปัจจุบัน แต่ละเรื่องนั้นค่อนข้างสนุกและทำให้เราทึ่งกับไอเดียพอสมควร
มีหลายประเด็นที่สามารถเก็บมาขบคิดหลังจากดูจบ หรือถกกับเพื่อนคนอื่นๆ ที่ชมด้วยได้อย่างสนุก หากใครชอบเรื่องราวแนวSci-fi ซีรีส์เรื่องนี้จะเหมาะกับคุณมาก

Good Doctor (Season 1 – Season 3) เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของ Shaun Murphy รับบทโดย Freddie Highmore
ศัลแพทย์หนุ่มที่ป่วยเป็นโรคออทิสติก มีเรื่องราวให้ต้องย้ายจากหมู่บ้านอันเงียบสงบ เพื่อมาทำงานกับทีมแพทย์โรงพยาบาล San Jose
ซึ่งเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรค ทั้งการกีดกัน รวมถึงการดูถูก เพื่อให้ได้เป็นศัลยแพทย์ตามที่ตัวเองต้องการ โดยเวอร์ชั่นนี้จะเน้นไปที่การคลี่คลายปมปัญหาต่างๆของตัวละครที่ต้องเจอ ซึ่งทำออกมาได้อย่างสนุกสนาน

American Horror Story (Season 1 – Season 9) ถ้าใครชื่นชอบซีรีส์แนว horror ลึกลับ แฝง true story ล่ะก็
ต้องดูเรื่องนี้เลยค่ะ American Horror Story เรื่องนี้เป็นซีรีย์แนวสยองขวัญแบบจัดจ้านเรท R ผลงานของไรอัน
เมอร์ฟี่ และแบรด ฟาลชัค ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ยาวที่จบภายในซีซั่น แต่ละซีซั่นก็จะมีธีมของตัวเองที่แตกต่างกัน
ไม่จำเป็นต้องดูต่อกันค่ะ ซึ่งตอนนี้ American Horror Story มีด้วยกันถึง 9 ซีซั่นค่ะ จุดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้คือความสยองขวัญแบบเปิดเผย
ความเข้มข้นของตัวละคร ความจัดจ้านของเนื้อเรื่อง ยิ่งดูยิ่งรู้สึกสนุกขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ยังใช้ทีมนักแสดงชุดเดียวกันทุกซีซั่น
ซึ่งนักแสดงสามารถถ่ายทอดคาแรคเตอร์มากๆ ถ้าใครอยากเห็นเลือดแน่นอนว่าจะได้เห็น ถ้าอยากเห็นผีก็จะได้เห็น หรือแม้กระทั่งปีศาจ ฆาตกร ซาตาน คนโรคจิต สัตว์ประหลาด ซีรีส์เรื่องนี้จัดมาให้หมดเลนค้

Stranger Things (Season 1 – Season 3) ซีรีส์นั้นบอกเล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับ รัฐอินเดียน่าในช่วง 1980’s เมื่อแม่คนหนึ่งที่มีนามว่า Joyce Byers
(รับบทโดย Winona Laura Horowitz) ต้องออกตามหาลูกชายของเธอที่หายตัวไปอย่างลึกลับ ไร้ร้องรอย เธอได้มีการขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานท้องถิ่น
ให้ออกมาช่วยตามหาลูกของเธออีกแรง แต่แล้วเธอก็ได้ค้นพบว่า การหายตัวไปของลูกชายเธอนี้ ดูเหมือนจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทดลองบางอย่างของรัฐบาล ดูหนังออนไลน์
ไปจนถึงเรื่องราวเหนือธรรมชาติที่ยากเกินกว่าจะหาคำใดๆ มาอธิบาย!!!

Sex Education (Season 1 – Season 2) เป็นซีรีส์ที่กล่าวถึงโอทิส เด็กหนุ่มที่มีแม่เป็นนักบำบัดทางเพศ
วันหนึ่งเมื่อโอทิสได้เจอกับเมฟ เธอได้แนะนำให้โอทิสกับเธอเปิดธุรกิจให้คำปรึกษาเรื่องเพศให้กับเพื่อนๆในโรงเรียน
หลายคนอาจคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ 18+ ทะลึ่งตึงตังทั่วไป แต่ซีรีส์เรื่องนี้ให้อะไรมากกว่านั้นมากค่ะ Sex Education
ไม่ได้สอนแค่เรื่องเพศศึกษา แต่ยังสอนถึงการใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นออกมาได้ดีและเข้าใจง่าย เนื้อเรื่องมีความคอมเมดี้ ทำให้ดูเพลินๆ ไม่น่าเบื่อ เป็นซีรีส์ดีๆอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด

Game of Thrones Season 7
Game of Thrones Season 7

Game of Thrones Season 7 ปิดฉากลงแล้วกับเกมชิงบัลลังก์ อันยาวนานกว่า 8 ซีซั่น ผู้ชมหลาย ๆ คนที่ได้ดูสดก็คงรู้ บทสรุปของแต่ละตัวละครแล้ว เรื่องย่อ Game of Thrones Season 7 มหาศึกชิงบัลลังก์ 2017
Game of Thrones ซีซั่น 7 จะมาช่วง ‘ซัมเมอร์’ ปีหน้า ด้วยจำนวนทั้งหมด 7 ตอน!!!

ทาง HBO ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อคืนว่าซีซั่นหน้าจะมีจำนวนตอนทั้งหมด 7 ตอน โดยจะออนแอร์ช่วงซัมเมอร์ปีหน้า หรือราวๆช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงกันยายน เนื่องจากทางทีมงานต้องการถ่ายทำในสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นฤดูหนาว แต่วันฉายยังไม่มีการกำหนดแต่อย่างใด ดูหนังออนไลน์

ตอนนี้ฤดูหนาวมาเยือน Game of Thrones แล้ว ทางโปรดิวเซอร์จึงเห็นว่าเส้นเรื่องในซีซั่นถัดไปควรจะเริ่มถ่ายทำช้ากว่าปกตินิดหน่อย ปกติแล้วซีรี่ส์เรื่องนี้จะออนแอร์ตอนช่วงใบไม้ผลิ แต่ทาง HBO ตั้งใจจะเปลี่ยนวันออกอากาศในช่วงซัมเมอร์แทนเพื่อให้ตารางการผลิตเรืองนี้เป็นไปได้ด้วยดี กำหนดวันออกอากาศเป็นที่แน่นอนแล้ว นั้นคือ วันที่ 16 กรกฎาคม 2017 นี้รับรองว่าแฟนๆ ได้ดูพร้อมกันทั่วโลกอย่างแน่นอน ระหว่างนี้ชมตัวอย่างกันไปก่อนนะ