หนังแฟนตาซี
หนังแฟนตาซี

หนังแฟนตาซี สนุกครบรส เหนือจินตนาการ คอหนังไม่ควรพลาด เวลาผ่านไปยิ่งพัฒนาไกลมาก จนทำให้สิ่งเหนือจินตนาการดูสมจริงได้อย่างไม่น่าเชื่อในชีวิตคนเราคงมีสักช่วงเวลาหนึ่งที่เคยจินตนาการถึงเรื่องเหนือธรรมชาติ ทั้งพลังวิเศษ, เวทมนตร์, สัตว์มหัศจรรย์ และการย้อนเวลา หรือบางคนอาจจะเคยนึกถึงการใช้ชีวิตในอวกาศและผจญภัยในดินแดนที่ไม่รู้จัก หนังแฟนตาซี จึงได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเป็นเวลายาวนาน ตลอดระยะเวลาหลายปี ดูหนังออนไลน์ วงการภาพยนตร์ได้ผลิตหนังแฟนตาซีออกมามากมายนับไม่ถ้วน และยังแยกย่อยไปอีกหลายแนวทั้ง แอ็กชันแฟนตาซี ไซไฟแฟนตาซี หรือโรแมนติกแฟนตาซี

Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children บ้านเด็กประหลาดที่จะพาไปค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตนเอง วันหนึ่ง “เจค” ได้เดินทางไปยังบ้านเด็กพิเศษและได้พบกับความมหัศจรรย์เหนือจินตนาการ นั่นก็คือ เด็ก ๆ ในบ้านหลังนี้ล้วนเป็นเด็กที่มีพลังพิเศษ ซึ่งถูกเรียกว่า “เด็กประหลาด” ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงเวลาของบ้านหลังนี้ถูกหยุดเอาไว้อยู่ที่ช่วงเวลาเดียว และดำเนินแบบวนลูปอย่างนั้นมาเป็นเวลาเนิ่นนาน เจคได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของเขาและจะต้องปกป้องเหล่าเด็ก ๆ ให้รอดพ้นจากการคุกคามของวายร้ายให้ได้ ในหนังเรื่องนี้คุณจะได้เห็นพลังพิเศษหลากหลายรูปแบบ รวมถึงเอฟเฟกต์น่าตื่นตาตื่นใจสมกับเป็นหนังแฟนตาซี พร้อมทั้งได้ตกตะกอนความคิดไปกับข้อความที่หนังต้องการจะสื่อ

เราไม่เคยอ่านและไม่เคยรู้จักนิยายต้นฉบับ Miss Peregrine’s Home for Peculiar Childrenมาก่อน แต่ชื่นชม Tim Burtonที่เนรมิตโลกแฟนตาซีจากตัวหนังสือปลายปากกาของ Random Riggsได้ออกมาสวยเกินจินตนาการอย่างน่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะบ้านหรือเครื่องแต่งกายสไตล์วิกตอเรียนของเด็กประหลาด เด็กประหลาดแต่ละคนก็ได้รับการกระจายบทมากน้อยอย่างเหมาะสม โดยได้มีโอกาสโชว์พลังและความน่ารักตั้งแต่ยังไม่ถึงช่วงไคลแมกซ์หรือช่วงที่ต้องต่อสู้กับตัวร้าย (โดยส่วนตัวประทับใจหนูจิ๋วจอมพลังสุดละ lol)

หนังแบ่งเป็นสามช่วง ช่วงแรกคือช่วงก่อนที่ Jake จะเดินทางมายังบ้านเด็กประหลาด ซึ่งช่วงนี้แอบเนือย ๆ ปูเรื่องยืดไปหน่อย หนังเริ่มมาสนุกขึ้นมาเอาช่วงที่สอง คือช่วงที่ Jake เข้ามาในบ้าน ดูชีวิตประจำวันอันวนลูปและได้รู้จักกับเพื่อน ๆ ที่มีพลังแตกต่างกัน ซึ่งดูได้เรื่อย ๆ เพลิน ๆ และช่วงสุดท้ายคือช่วงที่เด็ก ๆ ต้องสู้กับพวก Bad Peculiar ซึ่งก็ทำฉากแอ็คชั่นได้ดีในสไตล์หนังเด็กของ Tim Burton

เนื่องจากเด็กประหลาดในเรื่องมีพรสวรรค์อย่างมนุษย์กลายพันธุ์ ขณะดู Miss Peregrine’s Home for Peculiar Childrenมันจึงให้ความรู้สึกที่ว่าเหมือนเรากำลังดู X-Men เวอร์ชั่นเด็กอยู่ เพิ่มเติมคือโลกของ Miss Peregrine(Eva Green)นั้นมีการย้อนเวลาหรือวนลูปเวลาทุกวัน ๆ มาตั้งแต่ปี 1943 หรือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

เราเชื่อว่ามันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่คนเขียนหนังสือเลือกให้วันที่บ้านเด็กประหลาดต้องวนลูปอยู่ที่นี่ตลอดกาลเป็นวันที่นาซีทิ้งระเบิดลงที่เกาะแห่งนี้ (3 ก.ย. 1943) และไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เขาเรียกอสูรกายตัวร้ายที่ไล่ล่าเด็กประหลาดว่าพวก “Hollowgast” ซึ่งคล้องกับคำว่า Holocaustหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว ซึ่งอาจจะพูดได้ว่า ปู่ของ Jake และเด็กประหลาดทุกคนในบ้าน Miss Peregrineเป็นสัญลักษณ์ของชาวยิว

Samuel L. Jackson รับบทเป็นหัวหน้าตัวร้ายอีกครั้ง แต่คาแรกเตอร์ของเขาจึงอาจไม่ถึงกับเป็น Hitler ซะทีเดียว เพราะ Tim Burton ให้โอกาสเขาได้แสดงความเพี้ยนสุด ๆ ตามสไตล์ของเขาทั้งสองคน ดังนั้นช่วงองก์สุดท้าย เราจะได้ตลกกับ “ความ Samuel L. Jackson จนลืมไปเลยว่าจริง ๆ แล้วพลังของ Barron ตัวละครตัวนี้นั้นแข็งแกร่งไม่ธรรมดา

ส่วนตัวละคร Miss Peregrine ก็เหมือนครูใหญ่ เหมือนขุ่นแม่ ที่ต้องการปกป้องลูก ๆ ให้ปลอดภัยที่สุดราวกับไข่ในหิน ซึ่ง Eva Green ก็แสดงได้สง่าและมีจริต ส่วนตัวละคร Jake เหมือนมาสอนให้เด็ก ๆ ใช้พลังอย่างฉลาดและกล้าหาญ ซึ่งทำให้เด็ก ๆ รู้ว่าบางครั้งความกล้าหาญ (bravery) ก็สำคัญกว่าความปลอดภัย (safety) ซึ่งเราเฉย ๆ กับ Asa Butterfield ในเรื่องนี้ (ทั้ง ๆ ที่ปกติเราชอบน้องนะ) รู้สึกบทมันเด็กเกินไปสำหรับน้องอย่างบอกไม่ถูก

การเล่าเรื่องอาจจะไม่สมูธ แต่ไม่ถึงกับทำให้ดูไม่สนุก แต่เราแค่รู้สึกว่า หนังมันน่าจะสนุกมากยิ่งขึ้นนะถ้าเขาไม่รีบเล่ารีบตัดจนเกินไป ซึ่งคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนอย่างเราอาจจะไม่ได้เข้าใจดีเทลบางอย่างทะลุปรุโปร่ง คือโอเค จะบอกว่ามันดูรู้เรื่องมันก็ดูรู้เรื่องแหละ แต่ที่เป็นปัญหาหนักสุดคือตอนจบหรือบทสรุปนี่แหละ ดูรวบรัดตัดตอนจนเริ่มเละเทะอย่างน่าเสียดาย… คือถ้าตั้งใจทำดี ๆ หรือขยายจุดนี้ให้หนังยาวขึ้นอีกสัก 10-15 นาที คงมีคนดูหลายคนอินกับตอนจบมากกว่านี้

โดยสรุป Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children เป็นหนังที่เด็ก ๆ น่าจะชอบ ส่วนผู้ใหญ่ต้องกะไปดูเอาเพลิน ๆ เหมาะกับแฟน Tim Burton, แฟนหนังสือ, หรือคนที่ชอบดูพลังเว่อร์วังแบบ X-Men หรือพ่อมดแม่มด สำหรับเรา เราโอเคเลยนะ ไม่ดีไม่แย่จะติดใจก็แค่ตอนจบอย่างเดียวนั่นแหละที่ไม่โอเค โดยรวมก็ดูสนุกได้เพลิน ๆ คิดว่าดีกว่าหนัง Tim Burton หลายเรื่องช่วงหลังมานี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *