สถาปนิก(Architect)
สถาปนิก(Architect)

สถาปนิก(Architect) บุคคลผู้เกี่ยวข้องในการออกแบบ และ วางแผน ในการก่อสร้าง หรือที่เรียกว่างานสถาปัตยกรรม จะเป็นผู้ที่เข้าใจในมาตรฐาน งานก่อสร้างเป็นงานที่มีความละเอียดซับซ้อนต้องอาศัยความร่วมมือ จากบุคคลหลายฝ่าย สถาปนิกและวิศวกรเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในฐานะเป็น ที่ปรึกษา ผู้ออกแบบหรือผู้ควบคุมงานในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นเนื่องจาก งานก่อสร้าง จะมีประเด็นที่ต้องพิจารณาความรับผิดชอบของบุคคลทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้องรวมทั้งสถาปนิกและวิศวกรด้วย ซึ่งในบางกรณีสถาปนิกและวิศวกร ต้องรับผิดชอบร่วมกับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับงานสร้าง หรือในกรณีก็อาจต้องรับ ผิดชอบตามลำพัง ความรับผิดชอบของสถาปนิกและวิศวกรจะเกิดขึ้นทั้งใน แง่ความรับผิดชอบทางกฎหมายกล่าวคือ ความรับผิดทางแพ่งทางอาญา และ ความรับผิดทางวินัยเกี่ยวกับจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพ วิทยานิพนธ์ ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ทำการศึกษาเฉพาะขอบเขตของความรับผิดทางแพ่งเนื่อง จากการประกอบวิชาชีพของสถาปนิกและวิศวกรในโครงการก่อสร้างทั้งใน ด้านความรับผิดทางสัญญาและทางละเมิดซึ่งเป็นการศึกษาถึงความรับผิดทาง สัญญาและละเมิดเกิดจากการบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ตามวิชาชีพของสถาปนิก และวิศวกรในโครงการก่อสร้าง กล่าวคือ ในโครงการก่อสร้างสถาปนิกจะ เป็นผู้ที่นำความรู้ทางด้านศิลปะเกี่ยวกับการก่อสร้างและวิทยาการแขนงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อออกแบบสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า สถาปัตยกรรม มาใช้ในการออก แบบ วางแผนและจัดการควบคุมการก่อสร้าง ส่วน วิศวกรในวิทยานิพนธ์ ฉบับนี้หมายถึงวิศวกรโยธา เป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านงานออกแบบ และคำนวน รายละเอียดทางด้านการก่อสร้างและการคำนวนฐานราก รวมทั้งการ วางแผนผังหรือการวางแผนการก่อสร้าง จากการศึกษาพบว่า ลักษณะงาน ของสถาปนิกและวิศวกรมีลักษณะคล้ายคลึงกันที่สำคัญได้แก่ งานให้คำปรึกษา งานคำนวนออกแบบและงานควบคุมซึ่งอาจแบ่งผู้ที่ได้รับความเสียหายออกได้ เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสัญญากับกลุ่มบุคคลที่ไม่มี ความสัมพันธ์ทางสัญญา ฉะนั้น ความรับผิดทางแพ่งของสถาปนิกและวิศวกรที่ มีต่อผู้เสียหาย อาจเป็นความรับผิดทางสัญญาหรือทางละเมิดก็ได้ ทั้งนี้ย่อมขึ้น อยู่กับนิติสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างสถาปนิกและวิศวกรกับผู้เสียหาย โดยเหตุที่สถาปนิกและวิศวกรอยู่ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ จากการศึก ษาพบว่าการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งของสถาปนิกและวิศวกร จะนำเอา หลักเกณฑ์เกี่ยวกับมาตรฐานความระมัดระวังที่ใช้พิจารณาความรับผิดของ บุคคลธรรมดามาใช้ย่อมไม่เหมาะสม จากการศึกษาได้ขอสรุปว่า สถาปนิกและ วิศวกรต้องใช้ความระมัดระวังเยี่ยงผู้มีวิชาชีพที่มีความชำนาญตามวิชาชีพ ของตนที่อยู่ในสถานะหรือตำแหน่งเดียวกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะหน้าที่ของงาน ให้บริการแต่ละประเภทด้วย กล่าวคือ งานที่ปรึกษา เป็นงานที่ต้องการบุคคล ผู้มีความรู้ความสามารถเป็นอย่างดีและมักเป็นผู้ชำนาญงานเป็นพิเศษเฉพาะ ด้านในแต่ละสาขาของงาน ระดับของความรู้ความสามารถปละความชำนาญจึง สูงกว่าสถาปนิกและวิศวกรทั่วไป ต้องสามารถชี้แจงและเตือนให้ลูกค้าทราบถึง ปัญหาและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้และต้องปฏิบัติตามหน้าที่อันพึงปฏิบัติ งานคำ นวนออกแบบผู้ออกแบบต้องคำนึงถึงข้อมูลที่ได้จากการตรวจสองโครงการใน เบื้องต้น ราคาค่าก่อสร้างบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างเพื่อ ให้แบบที่ออกมามีความเหาะสมต่อการนำไปใช้ประโยชน์ได้ ตามความมุ่ง หมายของผู้เป็นเจ้าของโครงการหากงานควบคุม จะต้องตรวจสอบดูแลการทำ งานของผู้รับเหมา เยี่ยมเยียนดูแลสถานที่ก่อสร้างเป็นระยะ ๆ ไม่จำเป็น ต้องไปควบคุมดูแลงานอยู่ตลอดเวลาเพียงแต่เอาใจใส่ควบคุมดูแลเมื่อมี การก่อสร้างงานในส่วนที่สำคัญ หากสถาปนิกและวิศวกรผู้ควบคุม ฉะนั้น การ แก้ไขปัญหาจึงควรมีการกำหนดมาตรฐานความระมัดระวังของสถาปนิกและ วิศวกร โดยกำหนดมาตรการอันพึงปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนตามลักษณะของงาน แต่ละประเภทนั้นให้ชัดเจน ซึ่งจะเป็นประโยชน์เมื่อเกิดคดีขึ้น อาจใช้มาตร ฐานความระมัดระวังเหล่านี้เป็นแนวทางสำหรับการวินิจฉัยความรับผิดชอบ ของสถาปนิกและวิศวกรได้ ในทางปฏิบัติ โจทก์หรือผู้เสียหายต้องประสบกับปัญหาในการพิสูจน์ถึง ความประมาทเลินเล่อของสถาปนิกและวิศวกรซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการละเมิดขึ้น ทั้งนี้ เพราะหลักการในการนำสืบความระมัดระวังของสถาปนิกและวิศวกร จะต้องเทียบกับความระมัดระวังของบุคคลที่ประกอบวิชาชีพนั้น ๆ เป็นการ เฉพาะ โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาย่อมไม่สามารถรู้ได้จากการศึกษา ได้ข้อ สรุปว่าจะบัญญัติหลักผลักภาระการพิสูจน์ทำนองเดียวกับหลัก Res Ipsa Loquitur ของคอมมอนลอว์มาใช้ในคดีละเมิดทางวิชาชีพ ของสถาปนิกและ วิศวกรในโครงการก่อสร้างไม่ได้เพราะหลัก Res Ipsa Loquitur นั้นจะ นำมาใช้กับกรณีของเหตุการณ์หรือพฤติการณ์ที่โจทก์สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า จำเลยเป็นผู้ควบคุมนการดำเนินงานนั้นตามลำพังและเป็นเหตุทำให้เกิดความ เสียหายขั้น โดยไม่มีส่วนการกระทำของโจทก์และบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยว ข้อง แต่ในกรณีของการทำงานของสถาปนิกและวิศวกรในงานก่อสร้างจะ ต้องมีการทำงานของบุคคลร่วมกันหลายฝ่าย อาทิเช่น สถาปนิก วิศวกร ผู้รับ เหมา ผู้จัดการโครงการเป็นต้น การจะบัญญัติกฎหมายเพื่อผลักภาระการ พิสูจน์ไปยังสถาปนิกและวิศวกรโดยตรงจึงไม่เหมาะสม เพราะในกรณีที่มีคน หลายคนเข้ามาควบคุมร่วมกับจำเลย โจทก์ย่อมพิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยเป็น เพียงหนึ่งในหลาย ๆ คนที่เกี่ยวข้องนั้นและจะพิสูจน์ว่าความประมาทของจำ เลยเป็นส่วนหนึ่งของความประมาทที่ก่อให้เกิดความเสียหายก็ไม่ได้ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงควรบัญญัติกฎหมายเพิ่มเติมข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรการเพื่อ ความปลอดภัยในการปฏิบัติของงานสถาปนิกและวิศวกรในงานทุกประเภทและ ทุกลักษณะซึ่งในปัจจุบันนี้มีกำหนดไว้เพียงบางลักษณะเท่านั้น ข้อกำหนดดัง กล่าวนี้จะมีลักษณะเป็นกฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ ตาม มาตรา 422 ซึ่งจะมีผลให้สถาปนิกหรือวิศวกร ผู้ฝ่าฝืนข้อกำหนดดังกล่าว ต้องถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้ผิด อนึ่ง สัญญาว่าจ้างสถาปนิกและวิศวกรมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ จึง ต้องนำเอาบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องสัญญาว่าจ้างทำของมาใช้บังคับ โดยอนุโลม แต่เนื่องจากงานบริการให้คำปรึกษาและออกแบบเป็นงานที่ไม่มี รูปร่าง จากการศึกษาได้ข้อสรุปว่า ผลงานของงานให้คำปรึกษาและงานออก แบบ ในเบื้องต้นจะเป็นเพียงข้อมูลจากการที่ได้ทำการศึกษาและวิจัย หรือเป็น เพียงความคิดสร้างสรรค์ที่ปรากฎเป็นแผนผังตัวเลขและรายละเอียดในแบบก่อ สร้างเพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างเท่านั้น ผลงานดังกล่าวจะบกพร่องหรือไม่ โดยสภาพไม่อาจปรากฎให้เห็นได้ จะต้องมีการนำเอาข้อมูลต่าง ๆ หรือ แบบก่อสร้างเหล่านี้ไปก่อสร้างต่อไปอีก จึงจะสามารถทราบได้ว่าสิ่งเหล่านี้มี ความบกพร่อง หรือไม่ ซี่งกว่าจะนำเอาผลงานดังกล่าวมาใช้ให้เป็นประ โยชน์ในการก่อสร้างมักจะเกินกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่สถาปนิกและ วิศวกรส่งมอบผลงาน จึงไม่สามารถนำเอามาตรา 600,601 มาปรับใช้ได้ การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยบทบัญญัติอายุความทั่วไป ตามมาตรา ๑๖๔ ซึ่งมี อายุความ 10 ปีนับแต่ขณะที่ผู้ว่าจ้างอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ซึ่งได้แก่วันที่ ปรากฎความเสียหายของงานก่อสร้าง เพราะกรณีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการที่ ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่ง มูลหนี้ส่วนอายุความการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้ว่าจ้างในทางละเมิดตาม มาตรา 448 ซึ่งมีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด นั้น เป็นผลทำให้สถาปนิกและวิศวกรต้องคอยพะวงว่า เมื่อใดผลงานของตน จึงจะถูกนำไปใช้ก่อสร้าง และเมื่อใดสิ่งก่อสร้างนั้นจะปรากฎความเสียหายขึ้น ซึ่งจะเป็นวันที่อายุความเริ่มนัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่วามเสียหาย ของสิ่งก่อสร้างมิได้ปรากฎออกมาให้เห็นชัดเจนในทันที แต่ค่อย ๆ สึกกร่อน แตกเป็นรอยร้าวทีละเล็กทีละน้อย นัยแต่วันก่อสร้างเสร็จจนกระทั่งสิ่งก่อ สร้างพังทลายหรือเกิดความเสียหายนั้น จากการศึกษาได้ข้อสรุปว่า กรณีสิ่งก่อ สร้างชำรุดบกพร่องโดยมิได้ปรากฎออกมาให้เห็นชัดในทันทีแต่ค่อย ๆ สึก กร่อนแตกเป็นรอยร้าวทีละเล็กทีละน้อย จะถือว่าสิ่งก่อสร้างเสียหายได้ก็ต่อ เมื่อรอยร้าวดังกล่าวทำให้สิ่งก่อสร้างเกิดความชำรุด จนเป็นการเสื่อมเสีย หรือเสื่อมประโยชน์ตามสภาพของสิ่งก่อสร้างนั้น ๆ สำหรับการกำหนดค่าเสีย หายนั้นจากการศึกษาได้ข้อสรุปว่า การกำหนดค่าเสียหายทางสัญญา มีจุดมุ่ง หมายเพื่อให้เจ้าหนี้ได้กลับคืนสู่ฐานะเดิมหรือมีประโยชน์เหมือนกับว่าได้มี การชำระหนี้กันสมบูรณ์แล้ว จึงเรียกค่าเสียหาย ได้ทั้งขาดทุนและกำไร แต่ ต้องมีขนาดเท่ากันหรือใกล้เคียงกับจำนวนที่เขาต้องสูญเสียหรือขาดไป ฉะนั้น ความเสียหายที่โจทก์จะได้รับต้องเป็นความเสียหายตามปกติที่เกิดขึ้นจากการ ไม่ชำระหนี้และความเสียหายอันเกิดจากพฤติการณ์พิเศษหากจำเลยควรจำได้ คาดเห็นหรืออยู่ในความคาดเห็นของจำเลยว่าจำมีขึ้นอันเป็นผลมาจากการผิด สัญญาก่อนที่จะมีการไม่ชำระส่วนการกำหนดค่าเสียหายในทางละเมิด มาตรา 438 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้วางหลักให้อยู่ในดุลยพินิจของ ศาสที่จะวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ไม่จำกัด เฉพาะความเสียหายตามปกติที่ ควรคาดเห็นได้เท่านั้น จำเลยต้องรับผิดแม้เป็น ความเสียหายที่ไม่อาจคาดเห็นได้ ซึ่งมีผลเกิดจากการกระทำละเมิดของตน โดยตรงและไม่ไกลกว่าเหตุ สำหรับการกำหนดวันที่เป็นฐานของการประเมิน ค่าเสียหายต้องคำนึงถึงสภาวะทางเศรษฐกิจที่ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามวัน เวลา การประเมินราคาเพื่อกำหนดค่าเสียหาย ณ วันใดวันหนึ่งระหว่างวันที่ ปรากฎความเสียหายของสิ่งก่อสร้างกับวันที่ศาลพิพากษาให้ชดใช้นั้นอาจทำให้ โจทก์ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทางแก้ปัญหาจึงควรถือเอาวันแรกที่ปรากฎข้อ เท็จจริงว่าโจทก์พร้อมที่จะทำการซ่อมแซมได้เป็นวัน คำนวณราคาทรัพย์ กรณี ที่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฎว่าจะเริ่มซ่อมแซมได้ในวันใดก็ถือว่าวันที่โจทก์ฟ้องคดี เป็นวันประเมินราคา โดยเหตุผลในทางการพาณิชย์ซึ่งผู้เสียหายมักเลื่อนการ ซ่อมแซมออกจนกว่าจะปรากฎผลทางคดีฉะนั้น วันที่โจทก์ฟ้องคดีจึงถือได้ว่าเป็น วันที่ล่าสุดที่โจทก์พร้อมจะลงมือซ่อมแซมความเสียหายได้ และฝ่ายโจทก์ก็จะ ได้ไม่ผิดหน้าที่ที่ต้องบรรเทาความเสียที่จะเกิดกับตนด้วย สถาปนิก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *